ซูเราะฮฺ        อายะหฺ   
         เลือกซูเราะฮฺ และ/หรืออายะหฺ ที่ต้องการ
คำ,วลี,ข้อความ   
         กรุณาป้อน คำ, วลี หรือบางส่วนของข้อความ ที่ต้องการค้นหา


10. ซูเราะฮฺ ยูนุส (Yunus)
ความหมายโดยสรุป ของซูเราะฮฺนี้


1. อะลิฟ ลาม รอ เหล่านี้คือบรรดาโองการ แห่งคัมภีร์ที่ชัดแจ้ง(*1*)

(1)  คืออัลกุรอานนุลกะรีม

2. เป็นการประหลาดแก่มนุษย์หรือ ที่เราได้ให้วะฮีย์แก่ชายคนหนึ่งจากพวกเขา ให้เตือนสำทับมนุษย์ และแจ้งข่าวดีแก่บรรดาผู้ศรัทธาว่าแท้จริงสำหรับพวกเขานั้น จะได้รับตำแหน่งอันสูง ณ ที่พระเจ้าของพวกเขา(*1*) บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธากล่าวว่า “แท้จริงนี่คือนักมายากลอย่างแน่นอน”(*2*)

(1)  คำว่า “เกาะดะมะศิดกิน” นั้น บรรดานักตัฟซีรได้ให้ความหมายแตกต่างกันไป อิบนุอับบาส กล่าวว่า “พวกเขาจะได้รับความสุขสำราญ” อัลอูฟีย์ กล่าวว่า “พวกเขาจะได้รับการตอบแทนอย่างดีในสิ่งที่พวกเขาได้ทำไป” มุญาฮิด กล่าวว่า “หมายถึงการงานที่ดี เช่นการละหมาด การถือศิลอด การบริจาคทาน และการกล่าวตัสบีห์ของพวกเขา เป็นต้น
(2)  สาเหตุการประทานอายะฮ์นี้ลงมา อิบนุอับบาส กล่าวว่า เมื่ออัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงแต่งตั้งมุฮัมมัดศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เป็นร่อซูลของพระองค์ พวกกุฟฟารปฏิเสธการเป็นร่อซูลของท่าน โดยกล่าวว่าอัลลอฮ์ทรงยิ่งใหญ่เกินกว่าที่จะให้ร่อซูลของพระองค์เป็นมนุษย์ธรรมดา อัลลอฮ์ไม่ทรงพบคนอื่นใดแล้วหรือ จึงได้แต่งตั้งให้มุฮัมมัดเป็นร่อซูล ซึ่งเขาเป็นเด็กกำพร้าของอะบีฏอลิบ อัลลอฮ์ ตะอาลา จึงได้ประทานอายะฮ์นี้ลงมา
(3)  สาเหตุของการประทานอายะฮ์นี้ลงมา อิบนุอับบาส กล่าวว่า เมื่ออัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงแต่งตั้งมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เป็นร่อซูลของพระองค์ พวกกุฟฟารปฏิเสธการเป็นร่อซูลของท่านโดยกล่าวว่าอัลลออฮ์ทรงยิ่งใหญ่เกินกว่าที่จะให้ร่อซูลของพระองค์เป็นมนุษย์ธรรมดา อัลลอฮ์ไม่

3. แท้จริงพระเจ้าของพวกท่านคืออัลลอฮ์ผู้ทรงสร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินในเวลา 6 วันแล้วพระองค์ทรงประทับบนบัลลังก์(*1*) ทรงบริหารกิจการ ไม่มีผู้ให้ความช่วยเหลือคนใด เว้นแต่ต้องได้รับอนุมัติจากพระองค์(*2*) นั่นคืออัลลอฮ์พระเจ้าของพวกท่าน พวกท่านจงเคารพภักดีต่อพระองค์เถิด พวกท่านมิได้ใคร่ครวญกันดอกหรือ?

(1)  การประทับหรือสถิตย์ที่เหมาะสมกับพระองค์ โดยไม่ต้องเปรียบเทียบ หรือยกตัวอย่างหรือบิดเบือนหรือตั้งข้อสังเกตนี่คือการศรัทธาของชาวสะลัฟ อิมามมาลิกกล่าวว่า การประทับหรือการสถิตย์เป็นที่รู้จักกัน ส่วนพระองค์จะประทับอย่างไรไม่มีใครรู้ การศรัทธาในเรื่องนี้เป็นวาญิบ และการถามซอกแซกเป็นเรื่องบิดอะฮ์
(2)  เป็นการโต้ตอบพวกมุชริกีนในการอ้างของพวกเขาที่ว่า บรรดารูปปั้นของพวกเขาจะช่วยเหลือพวกเขาได้ในวันกิยามะฮ์

4. ยังพระองค์เท่านั้นคือทางกลับของพวกท่านทั้งหลาย สัญญาของอัลลอฮ์นั้นเป็นจริงเสมอแท้จริงพระองค์นั้นทรงเริ่มการสร้าง แล้วพระองค์ก็ทรงให้มันบังเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เพื่อทรงตอบแทนบรรดาผู้ศรัทธา และผู้ประกอบความดี โดยเที่ยงธรรม ส่วนบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธานั้น พวกเขาจะได้รับเครื่องดื่มที่ร้อนจัด และการลงโทษอันเจ็บแสบ เพราะพวกเขาปฏิเสธ ไม่ยอมศรัทธา

5. พระองค์ทรงทำให้ดวงอาทิตย์มีแสงจ้าและดวงจันทร์มีแสงนวล (*1*) และทรงกำหนดให้มันมีทางโคจร เพื่อพวกท่านจะได้รู้จำนวนปีและการคำนวณ (*2*) อัลลอฮฺมิได้ทรงสร้างสิ่งเหล่านั้น เว้นแต่ด้วยความจริง (*3*) พระองค์ทรงจำแนกสัญญาณต่าง ๆ สำหรับหมู่ชนที่มีความรู้

(1)  ในอายะฮฺนี้แสดงให้เห็นถึงอานุภาพและเอกภาพของอัลลอฮฺ ตะอาลา โดยให้กลางวันมีแสงจรัสจ้าจากดวงอาทิตย์ เวลากลางคืนมีแสงนวลจากดวงจันทร์ ทั้งนี้ก็ด้วยความเอ็นดูเมตตาอย่างล้นเหลือต่อบ่าวของพระองค์
(2)  ด้วยการโคจรของดวงอาทิตย์ทำให้เรารู้จำนวนวัน และด้วยการโคจรของดวงจันทร์ทำให้เรารู้จำนวนเดือนและปี
(3)  พระองค์มิได้ทรงสร้างดวงอาทิตย์และดวงจันทร์โดยไร้ประโยชน์ แต่ด้วยฮิกมะฮ์อันยิ่งใหญ่และประโยชน์อันมหาศาล

6. แท้จริงการสับเปลี่ยนของกลางคืนและกลางวัน และที่อัลลอฮ์ทรงสร้างในชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินนั้น แน่นอนเป็นสัญญาณแก่กลุ่มชนที่มีความยำเกรง

7. แท้จริงบรรดาผู้ที่ไม่หวังจะพบเรา และพวกเราพอใจต่อชีวิตในโลกดุนยา และพวกเขาดีใจต่อมัน และบรรดาผู้ละเลยต่อสัญญาณต่าง ๆ ของเรา

8. ชนเหล่านั้น ที่พำนักของพวกเขาคือนรกเนื่องด้วยพวกเขาขวนขวายเอาไว้

9. แท้จริงบรรดาผู้ศรัทธาและผู้ประกอบความดี พระเจ้าของพวกเขาจะทรงชี้แนะทางที่ถูกต้องให้แก่พวกเขา เนื่องด้วยการศรัทธาของพวกเขา ภายใต้พวกเขามีแม่น้ำหลายสายไหลผ่านซี่งอยู่ในสวนสวรรค์อันเกษมสำราญ

10. การขอพรของพวกเขาในสวนสวรรค์คือ “มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์ท่าน ข้าแต่พระเจ้าของเรา” และคำทักทายของพวกเขาในนั้นคือ “ความสันติสุข” (อัสละลาม) และสุดท้ายแห่งการขอพรของพวกเขาคือ “การสรรเสริญเป็นของอัลลอฮ์ พระเจ้าแห่งสากลโลก”

11. และหากอัลลอฮ์ทรงเร่งตอบรับความชั่วของมนุษย์ เช่นเดียวกับการเร่งของพวกเขาเพื่อขอความดีแล้ว แน่นอนความตายของพวกเขาก็คงถูกกำหนดแก่พวกเขา(*1*) แล้วเราจะปล่อยบรรดาผู้ที่ไม่หวังจะพบเราให้อยู่ในความงงงวย เพราะการดื้อดึงของพวกเขา

(1)  หากพระองค์ทรงเร่งตอบรับการวิงวอนขอความชั่วของมนุษย์ เสมือนกับการรีบตอบรับของพระองค์เมื่อมนุษย์วิงวอนขอความดีแล้ว มนุษย์ก็จะประสบกับความหายนะ

12. และเมื่ออันตรายประสบกับมนุษย์(*1*) เขาก็จะวิงวอนขอเราในสภาพนอนตะแคง หรือนั่งหรือยืน ครั้นเมื่อเราปลดเปลื้องอันตรายของเขาให้พ้นจากเขาไปแล้ว เขาก็เมินคล้ายกับว่าเขามิได้วิงวอนขอเราให้พ้นจากอันตรายที่ได้ประสบแก่เขา(*2*) เช่นนั้นแหละ ถูกทำให้สวยงามแก่บรรดาผู้ละเมิดขอบเขตในสิ่งที่พวกเขากระทำ

(1)  เมื่อมนุษย์ประสบกับภัยอันตรายต่าง ๆ เช่น การเจ็บป่วย ความยากจน หรือความเสียหายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นแก่ตัวของเขาเองหรือทรัพย์สินของเขา
(2)  เมื่อพระองค์ทรงปลดเปลื้องภัยอันตรายให้พ้นจากเขาไปแล้ว เขาก็ยังคงอยู่ในสภาพที่ดื้อดึง ลืมความทุกข์ยากที่ได้ประสบแก่พวกเขาในอดีตที่เพิ่งผ่านไป อายะฮ์นี้เป็นการปรามผู้ที่วิงวอนขอพระองค์เมื่อเขาประสบความทุกข์ยาก และลืมพระองค์เมื่อเขาได้รับความปลอดภัย หรือมีความสุขแล้ว

13. และโดยแน่นอน เราได้ทำลายประชาชาติจากศตวรรษก่อนพวกท่านไปแล้ว เมื่อผู้เขาเป็นผู้อธรรม และบรรดาร่อซูลของพวกเขาได้มายังพวกเขา พร้อมด้วยหลักฐานอันชัดแจ้ง แล้วพวกเขาก็ไม่ศรัทธา เช่นนั้นแหละ เราได้ตอบแทนแก่หมู่ชนที่เป็นอาชญากร

14. แล้วเราก็ได้แต่งตั้งพวกท่านให้เป็นตัวแทนในแผ่นดิน หลังจากพวกเขาเหล่านั้น เพื่อเราจะดูว่าพวกท่านจะปฏิบัติอย่างไร

15. และเมื่อบรรดาโองการอันชัดแจ้งของเราถูกอ่านแก่พวกเขา บรรดาผู้ไม่หวังที่จะพบเรา(*1*) ก็กล่าวว่า “ท่านจงนำกรุอานอื่นจากนี้มาให้เราหรือเปลี่ยนแปลงเสีย” จงกล่าวเถิดมุฮัมมัด “ไม่บังควรแก่ฉันที่จะเปลี่ยนแปลงโดยพละการจากตัวฉัน ฉันจะไม่ปฏิบัติตาม เว้นแต่สิ่งที่ถูกประทานมาให้แก่ฉันเท่านั้น แท้จริงฉันกลัวว่า หากฉันฝ่าฝืนพระเจ้าของฉันแล้ว จะได้รับการลงโทษในวันอันยิ่งใหญ่”

(1)  คือบรรดาผู้ที่ไม่ศรัทธาต่อวันฟื้นคืนชีพและการตอบแทน

16. จงกล่าวเถิด(มุฮัมมัด) “หากอัลลอฮ์ทรงประสงค์ ฉันจะไม่อ่านอัลกุรอานแก่พวกท่าน และพระองค์จะไม่ให้พวกท่านได้รู้อัลกุรอานนั้น(*1*) แน่นอนฉันได้มีอายุอยู่ในหมู่พวกท่านมาก่อนนั้น(*2*) พวกท่านไม่ใช้สติปัญญาคิดบ้างหรือ?”

(1)  หากอัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงประสงค์แล้ว พระองค์ก็จะไม่ให้ฉันอ่านอัลกุรอานแก่พวกท่าน ทั้งนี้เพราะอัลกุรอานนั้นมาจากพระองค์ มิใช่มาจากฉัน และพระองค์ก็จะไม่ให้พวกท่านรู้เรื่องราวที่มีอยู่ในอัลกุรอานนั้น
(2)  ฉันได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับพวกท่านมานานถึง 40 ปี ก่อนที่อัลกุรอานจะถูกประทานลงมา พวกท่านก็รู้ว่าฉันไม่เคยรู้มาก่อนและไม่เคยอ่านให้พวกท่านด้วย

17. ดังนั้น ผู้ใดเล่าจะอธรรมยิ่งกว่าผุ้กล่าวเท็จต่ออัลลอฮ์ หรือผู้ปฏิเสธต่อบรรดาโองการของพระองค์ แท้จริงบรรดาผู้ทำผิดนั้นย่อมไม่บรรลุความสำเร็จ

18. และพวกเขาจะเคารพภักดีสิ่งอื่นไปจากอัลลอฮ์ ที่มิได้ให้โทษแก่พวกเขา และมิได้ให้ประโยชน์แก่พวกเขา และพวกเขาจะกล่าวว่า “เหล่านี้คือผู้ช่วยเหลือเรา ณ ที่อัลลอฮ์”(*1*) จงกล่าวเถิด(มุฮัมมัด) “พวกท่านจะแจ้งข่าวแก่อัลลอฮ์ด้วยสิ่งที่พระองค์ไม่ทรงรู้ ในบรรดาชั้นฟ้าและในแผ่นดินกระนั้นหรือ? พระองค์ทรงมหาบริสุทธิ์และทรงสูงส่ง เหนือสิ่งที่พวกเขาตั้งภาคีขึ้น”

(1)  พวกมุชริกีนอ้างว่า บรรดารูปปั้นต่าง ๆ ที่พวกเขาเคารพบูชานั้น จะช่วยเหลือพวกเขาได้ ณ ที่อัลลอฮ์ในวันกิยามะฮ์ ทั้ง ๆ ที่บรรดารูปปั้นเหล่านั้นทำมาจากหิน ปูน ซึ่งมันมองไม่เห็น ฟังก็ไม่ได้

19. และมนุษย์นั้นไม่ใช่อื่นใด นอกจากเป็นประชาชาติเดียวกัน และพวกเขาก็แตกแยกกัน และหากมิใช่ลิขิตได้บันทึกไว้ที่พระเจ้าของพวกเจ้าแล้วแน่นอนก็คงถูกตัดสินระหว่างพวกเขา ในเรื่องที่พวกเขาขัดแย้งกัน(*1*)

(1)  หากมิใช่เป็นลิขิตของอัลลอฮ์ในการผ่อนผันการตอบแทนไปจนกระทั่งถึงถึงวันกิยามะฮ์แล้ว พวกเขาก็จะได้รับการลงโทษในโลกดุนยานี้ เพราะการขัดแย้งกันในเรื่องของศาสนา

20. และพวกเขากล่าวว่า “ทำไมอภินิหารจากพระเจ้าของเขา จึงไม่ถูกประทานมาให้เขา” (*1*) จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) “แท้จริงสิ่งเร้นลับนั้นเป็นของอัลลอฮ์ พวกท่านจงคอยดูเถิด แท้จริงฉันนั้นอยู่กับพวกท่านในหมู่ผู้คอยดู”

(1)  พวกกุฟฟารหัวรั้นจะกล่าวว่า ทำไมพระเจ้าของมุฮัมมัดจึงไม่ประทานสิ่งปาฏิหาริย์ลงมาให้แก่เขาเสมือนกับบรรดานะบีในอดีตได้ถูกประทานให้ เช่น อูฐ ไม้เท้า ฯลฯ

[1] [ 2] [ 3] [ 4] [ 5] [ 6] [ Next]


Designed & Developed By Thai Islamic Global Net Team
Copyright (C) 2008 Alquran-Thai.Com All Rights Reserved