ซูเราะฮฺ        อายะหฺ   
         เลือกซูเราะฮฺ และ/หรืออายะหฺ ที่ต้องการ
คำ,วลี,ข้อความ   
         กรุณาป้อน คำ, วลี หรือบางส่วนของข้อความ ที่ต้องการค้นหา


30. ซูเราะฮฺ อัรฺรูม (Ar-Rum)
ความหมายโดยสรุป

เป็นบัญญัติมักกียะฮฺ มี 60 อายะฮฺ

ซูเราะฮฺอัรรูม เป็นซูเราะฮฺมักกียะฮฺ มีเป้าหมายเช่นเดียวกับซูเราะฮฺมักกียะฮฺอื่น ๆ ที่ให้ความสนใจต่อหลัการศรัทธาของอิสสลามในวงกรอบทั่ว ๆ ไป นั่นคือ การศรัทธาที่ให้ความเป็นเอกภาพต่ออัลลอฮฺ ต่อสาสน์ และต่อการฟื้นคืนชีพและการตอบแทน

ซูเราะฮฺนี้ได้เริ่มด้วยการคาดหมายถึงเหตุการณ์เร้นลับครั้งสำคัญ ซึ่งอัลกุรอานุลกะรีม ได้บอกกล่าวถึงเหตุการณ์ก่อนที่จะเกิดขึ้น นั่นก็คือชัยชนะของประเทศโรมันที่มีต่อประเทศเปอร์เชีย ในการทำสงครามระหว่างประเทศทั้งสอง ซึ่งจะเกิดขึ้นในระยะอันใกล้ แล้วเหตุการณ์นั้นก็ได้เกิดขึ้นตามที่อัลกุรอานได้บอกไว้ ดังนั้นการคาดหมายได้ประจักษ์ขึ้นจริง อันนี้นับได้ว่าเป็นหลักฐานยืนยันอย่างชัดแจ้งถึงความสัจจริงของท่านนะบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ตามที่ปรากฏอยู่ในอัลวะฮียฺ และนับได้ว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์อันยิ่งใหญ่ของอัลกุรอาน

ซูเราะฮฺนี้ได้กล่าวถึงข้อเท็จจริงของการต่อสู้กันระหว่างพรรคอัรรอห์มานกับพรรคอัชชัยฏอน คือ ระหว่างบ่าวของอัลลอฮฺกับสมุนของชัยฏอน ซึ่งเป็นการต่อสู้ที่มีมาแต่ดึกดำบรรพ์แล้ว และยังจะต้องมีต่อไปอีกอย่างไม่มีวันสิ้นสุด ตราบใดที่ยังมีสัจธรรมกับความเท็จ ความดี ความชั่ว และตราบใดที่ชัยฏอนยังคงรวบรวมพลพรรคของมันเพื่อดับรัศมีของอัลลอฮฺ และต่อต้านการเรียกร้องเชิญชวนของบรรดาร่อซูล อะลัยฮิมุสสลาม อายาตหลายอายาต ได้ยืนยันเป็นหลักฐานถึงชัยชนะของสัจธรรมที่มีเหนือความเท็จ ตลอดระยะเวลาในหลายยุคหลายสมัย นั่นคือแนวทางของอัลลอฮฺซึ่งจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงเป็นอันขาด

ซูเราะฮฺนี้ได้กล่าวถึงวันอวสานและวันกิยามะฮฺ กล่าวถึงชะตากรรมอันเลวร้ายของพวกปฏิเสธศรัทธาและหลงทางในวันทุกข์ยากวันนั้น โดยที่บรรดาผู้ศรัทธาจะได้อยู่ในสวนสวรรค์ด้วยความปลื้มปิติ และบรรดาอาชญากรจะอยู่ในนรกด้วยความเศร้าโศกเสียใจ นั่นคือบั้นปลายที่แน่นอนของคนดีและคนชั่ว

หลังจากนั้นซูเราะฮฺได้กล่าวถึงภาพลักษณ์ บางสภาพของจักรวาล ที่แสดงถึงอานุภาพของอัลลอฮฺและความเป็นเอกภาพของพระองค์ เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันถึงความยิ่งใหญ่แห่งพระผู้ทรงเอกะ ซึ่งใบหน้าและศีรษะจะก้มลงกราบต่อพระองค์ และในขณะนั้นก็จะเป็นที่ประจักษ์และเป็นการแยกแยะให้รู้ว่า ผู้ใดที่เคารพอิบาดะฮฺพระผู้ทรงเมตตา และผู้ใดที่เคารพสักการะรูปปั้น

ซูเราะฮฺนี้ได้จบลงด้วยการกล่าวถึงพวกกุฟฟารกุเรช โดยที่สัญญาณต่าง ๆ และการตักเตือนไม่เกิดประโยชน์อันใดแก่พวกเขาเลย แม้นว่าพวกเขาจะได้เห็นสัญญาณและหลักฐานอันชัดแจ้งแล้วก็ตาม พวกเขามิได้ใคร่ครวญและยึดถือเป็นบทเรียน เพราะพวกเขาเปรียบเสมือนคนตายซึ่งไม่ได้ยินและไม่เห็น ทั้งหมดนี้เป็นความมุ่งหมายที่จะปลอบใจท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เพราะท่านกำลังเผชิญกับการทำร้ายของพวกมุชริกีน และเพื่อให้ท่านอดทนจนกว่าชัยชนะจะมาถึง

 

ชื่อของซูเราะฮฺ

ซูเราะฮฺอัรรูมถูกขนานชื่อเช่นนั้น ก็เพื่อเป็นการรำลึกถึงเหตุการณ์ปาฏิหาริย์ที่น่าทึ่ง ครั้งนั้น ซึ่งเป็นการการชี้แนะให้เห็นถึงข้อเท็จจริงที่มีอยู่ในอัลกุรอานุลกะรีม “อะลิฟ ลาม มีม พวกโรมันถูกพิชิตแล้ว ในดินแดนอันใกล้นี้ และหลังจากการปราชัยของพวกเขาแล้ว พวกเขาจะได้รับชัยชนะ ในเวลาไม่กี่ปีต่อมา...”



1. อะลิฟ ลาม มีม

2. พวกโรมันถูกพิชิตแล้ว(*1*)

(1)  คือกองทัพของพวกโรมันถูกพิชิตในดินแดนที่ใกล้เคียงกับพวกเขาโดยพวกเปอร์เชีย

3. ในดินแดนอันใกล้นี้ แต่หลังจากการปราชัยของพวกเขาแล้วพวกเขาจะได้รับชัยชนะ (*1*)

(1)  คือหลังจากปราชัยต่อพวกเปอร์เชียแล้ว พวกโรมันก็จะได้รับชัยชนะ

4. ในเวลาไม่กี่ปีต่อมา(*1*) พระบัญชาเป็นสิทธิของอัลลอฮฺ(*2*) ทั้งก่อนและหลัง (ชัยชนะ) และวันนั้นบรรดาผู้ศรัทธาจะดีใจ (*3*)

(1)  คือในระยะเวลา 3-9 ปี นักตัฟซีรกล่าวว่า เมื่อพวกเปอร์เชียมีชัยชนะเหนือพวกโรมัน ข่าวนี้รู้ไปถึงท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และบรรดาสาวก ทำให้เกิดความเศร้าโศกเสียใจ ส่วนพวกมุชริกีน มีความดีใจเพราะพวกเปอร์เชียบูชาไฟและได้กล่าวเย้ยหยันพวกมุสลีมีนว่า พี่น้องของเรามีฝีมือเหนือพวกโรมันพี่น้องของท่าน และว่าเราจะแสดงฝีมือให้เหนือพวกท่านต่อไป อะบูบักรได้กล่าวตอบไปว่า อัลลอฮฺจะไม่ทรงทำให้พวกท่านมีความพอใจอีกต่อไป หลังจากนั้น อัลลอฮฺ ตะอาลา จึงได้ประทานอายะฮฺนี้ลงมา “แต่หลังจากการปราชัยของพวกเขาแล้ว พวกเขาจะได้รับชัยชนะในเวลาไม่กี่ปีต่อมา..”กองทัพของทั้งสองฝ่ายได้ประจันหน้ากันในปีที่ 7 ของการทำสงคราม แล้วพวกโรมันก็จะมีชัยชนะเหนือพวกเปอร์เชีย พวกมุสลิมจึงดีใจต่อชัยชนะครั้งนี้ชัยชนะของพวกโรมันจึงเป็นหลักฐานยืนยันการเป็นนะบีจริง และการที่อัลกุรอานถูกประทานมาจากอัลลอฮฺตะอาลา โดยบอกเล่าถึงสิ่งเร้นลับที่ไม่มีผู้ใดหยั่งรู้ได้ นอกจากพระผู้ทรงรอบรู้ในเรื่องทั้งปวง และเหตุการณ์ก็ได้เกิดขึ้นตามที่ได้บอกเล่าไว้
(2)  และเป็นลิขิตของพระองค์
(3)  ในวันที่พวกโรมันมีชัยชนะเหนือพวกเปอร์เชียนั้น ตรงกับวันที่พวกมุสลิมีนมีชัยชนะเหนือพวกมุชริกีนในสงครามบัดรฺ

5. ด้วยการช่วยเหลือของอัลลอฮฺ พระองค์ทรงช่วยเหลือผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และพระองค์เป็นผู้ทรงอำนาจ ผู้ทรงเมตตาเสมอ

6. (นั่นคือ) สัญญาของอัลลอฮฺ (*1*) อัลลอฮฺจะไม่ทรงบิดพริ้วสัญญาของพระองค์แต่ส่วนมากของมนุษย์ไม่รู้

(1)  เป็นสัญญาที่แน่นอนและจริง

7. พวกเขารู้แต่เพียงผิวเผินในเรื่องการดำรงชีวิตในโลกนี้(*1*) และพวกเขาไม่คำนึงถึงการมีชีวิตในปรโลก (*2*)

(1)  คือพวกเขารู้ในเรื่องของโลกดุนยา ผลประโยชน์ของมัน และสิ่งที่พวกเขาต้องการในเรื่องของการดำรงชีวิต เช่น เกษตรกรรม พาณิชยกรรม วิศวกรรม และอื่น ๆ
(2)  ส่วนในเรื่องเกี่ยวกับโลกอาคิเราะฮฺ พวกเขาลืมและถือเป็นเรื่องเล็กน้อย ไม่สนใจที่จะเอาเป็นธุระและให้ความสำคัญ

8. พวกเขามิได้ใคร่ครวญ (*1*) ในตัวของพวกเขาดอกหรือว่า อัลลอฮฺมิได้ทรงสร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน และสิ่งที่อยู่ระหว่างทั้งสอง เพื่อสิ่งอื่นใดเลย เว้นแต่เพื่อความจริงและเวลาที่ถูกกำหนดไว้ และแท้จรงส่วนมากของมนุษย์เป็นผู้ปฏิเสธศรัทธาต่อการพบพระผู้เป็นเจ้าของพวกเขา (*2*)

(1)  คือใคร่ครวญด้วยสติปัญญาของพวกเขา เพื่อที่จะได้รู้ว่าอัลลอฮฺ ตะอาลาผู้ยิ่งใหญ่ มิได้ทรงสร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินโดยไร้ประโยชน์ หากแต่พระองค์ทรงสร้างมันขึ้นมาด้วยฮิกมะฮฺเพื่อธำรงไว้ซึ่งความจริงโดยกำหนดเวลาสิ้นสุดของมันคือวันกิยามะฮฺ
(2)  ไม่ยอมศรัทธาต่อการฟื้นคืนชีพและการตอบแทน

9. พวกเขามิได้ท่องเที่ยวไปตามแผ่นดินดอกหรือ แล้วพิจารณาดูว่าบั้นปลายของประชาชาติในยุคก่อนหน้าพวกเขาเป็นเช่นใด (*1*) เขาเหล่านั้นมีพลังที่เข้มแข็งกว่าพวกเขา เขาเหล่านั้นขุดพรวนดินและก่อสร้าง (เคหสถาน) มากกว่าพวกเขาก่อสร้างมัน (*2*) และบรรดาร่อซูลของพวกเขาได้มาหาพวกเขาด้วยหลักฐานอันชัดแจ้ง ดังนั้น แน่นอนอัลลอฮฺมิได้ทรงอธรรมต่อพวกเขา แต่ว่าพวกเขาอธรรมต่อตัวของพวกเขาเองต่างหาก (*3)

(1)  พวกเขาได้พบเห็นแล้วว่า ประชาชาติก่อนจากพวกเขาได้ประสบกับความหายนะ เพราะพวกเขาปฏิเสธไม่ยอมเชื่อบรรดาร่อซูลของพวกเขา
(2)  พวกเขาเหล่านั้นมีร่างกายกำยำ แข็งแรง มีทรัพย์สมบัติและลูกหลานมากกว่า นอกจากนี้ยังได้ขุดพรวนดินเพื่อทำการเพาะปลูก ขุดค้นหาแร่ธาตุ ก่อนสร้างเคหสถาน และมีโรงงานใหญ่โต
(3)  โดยที่พวกเขามีความพร้อมทุกประการ แต่พวกเขาปฏิเสธไม่ยอมเชื่อฟังการเรียกร้องเชิญชวนของบรรดาร่อซูล พวกเขาจึงถูกลงโทษ เพราะพวกเขาอธรรมต่อตัวของพวกเขาเอง

10. แล้วบั้นปลายของบรรดาผู้กระทำความชั่วก็คือความชั่ว โดยที่พวกเขาปฏิเสธต่อสัญญาณทั้งหลายของอัลลอฮฺและพวกเขาเย้ยหยันมัน (*1*)

(1)  คือพวกเขาจะได้รับการลงโทษอย่างสาสมคือไฟนรกญะฮันนัม

11. อัลลอฮฺทรงเริ่มการบังเกิด (มนุษย์) แล้วทรงให้มันกลับมาเกิดอีก แล้วพวกเจ้าจะถูกนำกลับไปยังพระองค์ (*1*)

(1)  กลับไปหาพระองค์เพื่อรอรับการสอบสวนและการตอบแทน

12. และวันที่วาระสุดท้ายจะเกิดขึ้น พวกทำผิดก็จะหมดหวัง (*1*)

(1)  คืออยู่ในสภาพสงบนิ่ง เพราะหลักฐานได้ปรากฏขึ้นเป็นการยืนยันถึงการกระทำของพวกเขา

13. และจะไม่มีผู้ใดจากบรรดาภาคีของพวกเขาเป็นผู้ช่วยเหลือพวกเขา และพวกเขาก็เป็นผู้ปฏิเสธบรรดาภาคีของพวกเขาด้วย (*1*)

(1)  บรรดาเจว็ดที่พวกเขาบูชาก็จะไม่ช่วยเหลือพวกเขา และต่างฝ่ายต่างก็ปลีกตัวออกจากกัน

14. และวันที่วาระสุดท้ายจะเกิดขึ้น วันนั้นพวกเขาจะแยกออกจากกัน (*1*)

(1)  ในวันกิยามะฮฺมนุษย์จะถูกแบ่งออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายมุอฺมินจะอยู่ในสวนสวรรค์ ส่วนฝ่ายปฏิเสธศรัทธาจะอยู่ในนรก

15. ดังนั้น สำหรับบรรดาผู้ศรัทธาและประกอบความดี พวกเขาก็จะชื่นชมยินดีอยู่ในสวนสวรรค์(*1*)

(1)  คือบรรดามุอฺมินที่มีความยำเกรง ที่มีคุณลักษณะสองประการคือ มีความศรัทธาและกระทำความดีก็จะมีความชื่นชมยินดีอยู่ในสวนสวรรค์

16. และส่วนบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาและไม่ยอมเชื่อต่อสัญญาณทั้งหลายของเรา และการพบ (เรา) ในวันปรโลก ชนเหล่านั้นแหละเป็นผู้อยู่ในการลงโทษอย่างถาวร (*1*)

(1)  ส่วนบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาต่ออัลกุรอาน และไม่เชื่อในวันฟื้นคืนชีพหลังจากตายไปแล้ว พวกเขาจะได้รับการลงโทษในนรกอย่างถาวร

17. ดังนั้น มหาบริสุทธิ์ยิ่งแด่อัลลอฮฺ เมื่อพวกเจ้าย่างเข้าสู่ยามเย็น และพวกเจ้าย่างเข้าสู่ยามเช้า (*1*)

(1)  คือจงให้ความบริสุทธิ์แด่อัลลอฮฺจากคุณลักษณะที่บกพร่องและไม่สมบูรณ์ ทั้งในยามเย็นและยามเช้า

18. มวลการสรรเสริญในชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์ และในยามพลบค่ำ และเมื่อพวกเจ้าย่างเข้าสู่ยามบ่าย (*1*)

(1)  เคล็ดลับในการสรรเสริญก็คือ เป็นการแสดงออกถึงว่า ความสำเร็จต่าง ๆ ที่ปวงบ่าวได้รับนั้นเป็นความโปรดปรานที่อัลลอฮฺ ตะอาลา ประทานให้ ดังนั้น จึงเป็นการสมควรที่พึงจะได้รับการสรรเสริญ

19. พระองค์ทรงให้มีชีวิตหลังจากการตาย และทรงให้ตายหลังจากมีชีวิต (*1*) และทรงให้แผ่นดินมีชีวิตชีวาขึ้น(*2*) หลังจากการแห้งแล้งของมัน และเช่นนั้นแหละพวกเจ้าจะถูกนำออกมา (*3*)

(1)  คือทรงให้เป็นมุอฺมินหลังจากเป็นกาเฟร และทรงให้เป็นกาเฟรหลังจากเป็นมุอฺมิน ทรงให้เป็นพืชผลหลังจากเป็นเมล็ด และทรงให้เป็นเมล็ดหลังจากเป็นพืชผล ทรงให้เป็นสัตว์หลังจากเป็นน้ำกามของตัวผู้และทรงให้เป็นน้ำกามของตัวผู้หลังจากเป็นสัตว์
(2)  คือออกดอกออกผล
(3)  เช่นเดียวกับที่อัลลอฮฺทรงให้แผ่นดินงอกเงยออกดอกออกผล พระองค์ก็จะทรงให้พวกท่านออกจากกุบูรเพื่อให้ฟื้นคืนชีพและมีชีวิตใหม่ในวันกิยามะฮฺ

20. และหนึ่งจากสัญญาณทั้งหลายของพระองค์คือ ทรงสร้างพวกเจ้าจากดิน (*1*) แล้วพวกเจ้าเป็นมนุษย์แพร่กระจายออกไป (*1*)

(1)  ส่วนหนึ่งจากสัญญาณอันชัดแจ้งที่ชี้บ่งถึงความยิ่งใหญ่และความสมบูรณ์แห่งเดชานุภาพของพระองค์ คือ ทรงสร้างอาดัมจากดิน
(2)  คือพัฒนาเป็นขั้นตอน เริ่มตั้งแต่น้ำอสุจิ เป็นก้อนเลือดเป็นก้อนเนื้อแล้วเป็นมนุษย์ มีสติปัญญาดำเนินไปให้สอดคล้องกับการดำเนินชีวิต

[1] [ 2] [ 3] [ 4] [ Next]


Designed & Developed By Thai Islamic Global Net Team
Copyright (C) 2008 Alquran-Thai.Com All Rights Reserved