ซูเราะฮฺ        อายะหฺ   
         เลือกซูเราะฮฺ และ/หรืออายะหฺ ที่ต้องการ
คำ,วลี,ข้อความ   
         กรุณาป้อน คำ, วลี หรือบางส่วนของข้อความ ที่ต้องการค้นหา


32. ซูเราะฮฺ อัซซัจญดะฮฺ (As-Sajda)
ความหมายโดยสรุป

เป็นบัญญัติมักกียะฮฺ มี 30 อายะฮฺ

ซูเราะฮฺอัซซัจญดะฮฺ เป็นซูเราะฮฺมักกียะฮฺที่มีสภาพคลึงกับซูเราะฮฺมักกียะฮฺอื่น ๆ ที่กล่าวถึงหลักการอะกีดะฮฺของอิสสลาม คือ การศรัทธาต่ออัลลอฮฺ ต่อวันปรโลก ต่อบรรดาคัมภีร์ ต่อบรรดาร่อซูล ต่อการฟื้นคืนชีพและการตอบแทน จุดมุ่งหมายหลักของซูเราะฮฺมักกียะฮฺในการดำเนินเรื่องก็คือ การฟื้นคืนคืนชีพหลังจากตายไปแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่พวกมุชริกีนโต้เถียงกันมาก และถือเป็นข้ออ้างในการปฏิเสธท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม

ซูเราะฮฺนี้เริ่มด้วยการขจัดข้อสงสัยที่พวกมุชริกีนมีต่ออัลกุรอาน ซึ่งเป็นปาฏิหาริย์อันยิ่งใหญ่ของท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จึงเป็นเหตุให้มีการกล่าวหาและสงสัยว่า ท่านเป็นผู้ปั้นแต่งอัลกุรอานขึ้นมาเองทั้ง ๆ ที่ อายาตทั้งหลายก็เป็นที่ประจักษ์แจ้งในความในความหมายและหลักฐาน ดังนั้น ซูเราะฮฺนี้จึงได้ตอบโต้ข้อกล่าวหาดังกล่าวด้วยหลักฐานอันชัดแจ้ง

ซูเราะฮฺนี้กล่าวถึงหลักฐานต่าง ๆ แห่งเดชานุภาพและเอกภาพ ด้วยการชี้แจงถึงร่องรอยแห่งเดชานุภาพของอัลลอฮฺในหมู่จักรวาลทั้งหลาย ในชั้นฟ้าและแผ่นดิน ตามแบบฉบับของอัลกุรอานในการเบนความสนใจไปสู่พระผู้สร้าง ผู้ทรงเอกะ ผู้ทรงพิชิตอย่างเด็ดเดี่ยว

จากนั้นอัลกุรอานได้กล่าวถึงความสงสัยแบบคนปัญญาอ่อนของพวกมุชริกีน ในการปฏิเสธของพวกเขาต่อการฟื้นคืนชีพและการชุมนุมในวันกิยามะฮฺ อัลกุรอานได้กล่าวตอบความสงสัยนั้นด้วยหลักฐานอันเด็ดขาดและชัดแจ้ง จนกระทั่งพวกเขายอมรับในความปราชัยของพวกตนต่อหน้าหลักฐาน

ซูเราะฮฺนี้จบลงด้วยการกล่าวถึงวันแห่งการสอบสวน และสิ่งที่อัลลอฮฺทรงจัดเตรียมในวันนั้นแก่บรรดาผู้ศรัทธา ผู้ยำเกรง คือความสุขสำราญอันถาวรในสวนสวรรค์อันหลากหลาย และสิ่งที่พระองค์ทรงจัดเตรียมไว้สำหรับบรรดาอาชญากรคือ การลงโทษและการใส่โซ่ตรวนในนรกญะฮันนัม

ชื่อของซูเราะฮฺ

ซูเราะฮฺนี้ถูกเรียกชื่อว่า “ซูเราะฮฺอัซซัจญดะฮฺ” เพราะพระองค์ทรงกล่าวถึงลักษณะของบรรดาผู้ศรัทธา ผู้กระทำดีซึ่งเมื่อพวกเขาได้ยิน อายาตของอัลกุรอานุลอะซีม “...พวกเขา (จะ) ก้มลงสุญด และสดุดีสรรเสริญแด่พระเจ้าของพวกเขา โดยที่พวกเขาไม่หยิ่งผยอง” ซุนฮฺให้อ่านซูเราะฮฺนี้ในละหมาดฟัจรฺวันศุกร์

ท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เคยอ่านในละหมาดฟัจรฺของวันศุกร์สองซูเราะฮฺคือ “อะลิฟ ลามมีม ตันซีล” และ “ฮัลอะตาอะลัลอินซาน” ส่วนใหญ่ของผู้ที่ไม่มีความรู้คิดว่า จุดมุ่งหมายในข้อแตกต่างของการละหมาดนี้คือ มีการสุญูดเพิ่มขึ้น และเรียกว่าสุญูดของวันศุกร์ เมื่อผู้ใดมิได้อ่านซูเราะฮฺนี้ก็ชอบที่จะให้อ่านซูเราะฮฺอื่นที่มีสุญูด ด้วยเหตุที่อิมามบางท่านจึงไม่ชอบที่จะให้อ่านซูเราะฮฺนี้เป็นประจำในเช้าวันศุกร์ เพื่อป้องกันความกังขาของผู้ที่ไม่รู้

ชัยคุลสอัสลาม อับนฺตัยมียะฮฺ ได้กล่าวไว้ว่า “ความจริงการที่ท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้อ่านซูเราะฮฺนี้ในเช้าวันศุกร์ ก็เพราะว่าทั้งสองซูเราะฮฺนั้นประมวลไว้ ด้วยสิ่งที่ได้เกิดขึ้นและจะเกิดขึ้นในวันนั้น สองซูเราะฮฺนั้นได้กล่าวคลุมถึงการสร้างอาดัม สภาพการณ์ของวันอาคิเราะฮฺ และการชุมนุมของปวงบ่าว ทั้งหมดนั้นจะเกิดขึ้นในวันศุกร์ การอ่านซูเราะฮฺทั้งสองในวันนี้ก็เพื่อเตือนให้ประชาชาติรำลึกถึงสิ่งที่ได้เกิดขึ้นและจะเกิดขึ้น ส่วนการสุญูดนั้นเป็นเพียงลักษณะต่อเนื่องมิใช่เป็นการเจาะจง จนกระทั่งทำให้ผู้กระทำละหมาดเจาะจงอ่านซูเราะฮฺนี้ เพื่อให้เป็นการสอดคล้องกัน นี้คือลักษณะเฉพาะข้อหนึ่งของวันศุกร์



1. อะลิฟ ลาม มีม (*1*)

(1)  โปรดดูคำอธิบายในเชิงอรรถของหนังสือ “ความหมายอัลกรุอานเป็นภาษาไทย”สิบณุซแรกหน้า 2

2. การประทานลงมาของคัมภีร์นี้ไม่มีข้อสงสัยใด ๆ ในนั้น (*2*) จากพระเจ้าแห่งสากลโลก

(1)  คัมภีร์นี้ที่ถูกประทานลงมาแก่เจ้า โอ้มุฮัมมัด นั้นคือ อัลกุรอาน ซึ่งไม่มีข้อสงสัยใด ๆ เพราะคัมภีร์นั้นมาจากอัลลอฮฺ

3. หรือพวกเขากล่าวว่า “เขา (มุฮัมมัด) ได้ปั้นแต่งคัมภีร์นี้ขึ้นมา” (*1*) แต่ว่าคัมภีร์นี้ คือ สัจธรรมจากพระเจ้าของเจ้า เพื่อเจ้าจักได้ตักเตือนกลุ่มชนหนึ่งที่มิได้มีผู้ตักเตือนคนใดมายังพวกเขาก่อนหน้าเจ้า (*2*) หวังว่าพวกเขาจะได้อยู่ในแนวทางที่ถูกต้อง (*3*)"

(1)  คัมภีร์นั้น มิใช่เป็นดังที่พวกเขากล่าวอ้าง
(2)  นักตัฟซีรอธิบายว่า กลุ่มชนนี้หมายถึงประชาชาติที่มีอายุอยู่ระหว่างสมัยของท่านนะบีอีซาและนะบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้มีบรรดาร่อซูลมาก่อนหน้านั้น เช่น อิบรอฮีม ฮูด และ ศอและฮฺ แต่เมื่อระยะเวลาได้เนิ่นนานมา อัลลอฮฺ ตะอาลา จึงส่งท่านนะบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม มายังพวกเขา เพื่อเตือนพวกเขาให้รำลึกถึงการลงโทษของอัลลอฮฺ และเพื่อเป็นหลักฐานยืนยันแก่พวกเขาเช่นนั้น
(3)  และศรัทธาต่ออัลลอฮฺผู้ทรงอำนาจ ผู้ทรงได้รับการสรรเสริญ

4. อัลลอฮฺคือผู้ทรงสร้างชั้นฟ้าทั้งหลาย (*1*) และแผ่นดิน (*2*) และสิ่งที่อยู่ในระหว่างทั้งสองในเวลา 6 วัน (*3*) แล้วพระองค์ทรงสถิตอยู่บนบัลลังก์ (*4*) สำหรับพวกเจ้านั้นไม่มีผู้คุ้มครองและผู้ช่วยเหลืออื่นจากพระองค์ (*5*) แล้วพวกเจ้ามิได้ใคร่ครวญบ้างดอกหรือ ?

(1)  ในความสูงของมันและความรัดกุมแนบเนียนของมัน
(2)  ในความประหลาดของมัน และความสวยงามของมัน
(3)  คือวันเวลาของโลกดุนยา หากพระองค์ทรงประสงค์ก็จะทรงสร้างมันในระยะเวลาเพียงพริบตาเดียว แต่พระองค์ทรงต้องการจะสอนปวงบ่าวของพระองค์มิให้รีบร้อน
(4)  โปรดดูคำอธิบายในเรื่องการสถิตอยู่บนบัลลังก์ในหนังสือของเรานี้ หน้า 509
(5)  ให้พ้นจากการลงโทษของพระองค์ แต่พระองค์เท่านั้นทรงเป็นผู้ดูแลผลประโยชน์และจัดเตรียมกิจการของพวกเจ้า

5. พระองค์ทรงบริหารกิจการจากชั้นฟ้าสู่แผ่นดิน (*2*) แล้วมันจะขึ้นไปสู่พระองค์ในวันหนึ่งซึ่งกำหนดของมันเท่ากับหนึ่งพันปีตามที่พวกเจ้านับ (*3*)

(1)  คือทรงบริหารกิจการของปวงบ่าวทั้งมวลในชั้นฟ้าและแผ่นดิน พระองค์จะไม่ทรงทอดทิ้งการงานของผู้ใด
(2)  คือในวันกิยามะฮฺกิจการต่าง ๆ นั้นจะขึ้นไปสู่พระองค์เพื่อชี้ขาดตัดสิน และความยาวของวันนั้นเท่ากับหนึ่งพันปีของวันในโลกดุนยา

6. นั่นคือพระผู้ทรงรอบรู้สิ่งเร้นลับ และเปิดเผย (*1*) เป็นผู้ทรงอำนาจ ผู้ทรงเมตตาเสมอ

(1)  คือสิ่งที่ซ่อนเร้นจากปวงบ่าว และสิ่งที่เปิดเผยที่อยู่ต่อหน้าพวกเขา

7. ผู้ทรงทำให้ทุกสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างมันให้ดีงาม (*1*) และพระองค์ทรงเริ่มการสร้างมนุษย์จากดิน (*2*)

(1)  อะบูหัยยานกล่าวว่า อันนี้นับได้ว่าเป็นการบรรลุสู่ความโปรดปรานยิ่ง ความหมายก็คือพระองค์ทรงจัดวางทุกสิ่งให้อยู่ในตำแหน่งของมัน
(2)  คือ อาดัม บิดาของมนุษย์

8. แล้วทรงให้การสืบตระกูล ของมนุษย์มาจากน้ำ (อสุจิ) อันไร้ค่า

9. แล้วทรงทำให้เขามีสัดส่วนที่สมบูรณ์ (*1*) และทรงเป่ารูหฺ (วิญญาณ) ของพระองค์เข้าไปในเขาและทรงให้พวกเจ้าได้ยินและได้เห็นและให้มีจิตใจ (สติปัญญา) (*2*) ส่วนน้อยเท่านั้นที่พวกเจ้าขอบคุณ

(1)  ขณะที่เขาอยู่ในมดลูกของมารดาของเขา
(2)  คือทรงสร้างให้พวกเจ้ามีความรู้สัมผัส คือ ได้ยินเสียง ได้มองเห็นรูปร่าง และมีสติปัญญาเพื่อตระหนักถึงข้อเท็จจริงและสิ่งที่ถูกต้อง

10. และพวกเขากล่าวกันว่า “เมื่อเราได้สลายตัวลงสู่ใต้ผืนแผ่นดินไปแล้ว เราจะเกิดขึ้นมาใหม่กระนั้นหรือ” (*1*) แต่พวกเขาปฏิเสธต่อการพบพระเจ้าของพวกเขา (*2*)

(1)  พวกกุฟฟารมักกะฮฺที่ปฏิเสธการฟื้นคืนชีพกล่าวว่า เมื่อเราตายไปแล้ว กระดูกของเราและเนื้อของเราได้กลายเป็นดินคลุกเคล้าไปกับดินอื่น ๆ ไม่สามารถที่จะแยกแยะออกจากกันได้ แล้วเราจะเกิดขึ้นมาใหม่อีกหรือ-เป็นการปฏิเสธการฟื้นคืนชีพพร้อมกับเย้ยหยัน
(2)  แต่อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงตอบโต้พวกเหล่านั้นว่า มันเป็นการปฏิเสธและดื้อรั้นของพวกเขาต่อการพบอัลลอฮฺในวันแห่งการตอบแทนต่างหาก

11. จงกล่าวเถิดมุฮัมมัด “มะลักผู้ปลิดชีวิต ผู้ได้รับมอบหมายเกี่ยวกับพวกท่าน จะปลิดชีวิตของพวกท่าน แล้วพวกท่านจะถูกนำกลับไปยังพระเจ้าของพวกท่าน (*1*)"

(1)  ในวันกิยามะฮฺเพื่อการชำระและตอบแทน

12. และถ้าเจ้าได้เห็น เมื่อผู้กระทำผิดทั้งหลายก้มศีรษะของพวกเขาลง (*6*) ณ ที่พระเจ้าของพวกเขา (พลางกล่าวว่า) “ข้าแต่พระเจ้าของเรา เราได้เห็นแล้ว เราได้ยินแล้ว (*7*)ขอได้ทรงโปรดส่งเรากลับไป (ยังโลกดุนยา) เพื่อเราจะได้กระทำความดี แท้จริงเราเป็นผู้มีความเชื่อมั่นแล้ว (ณบัดนี้)” (*8*)

(1)  คือในวันกิยามะฮฺ เพราะความอาย
(2)  คือเราได้เห็นข้อเท็จจริงแล้ว และเรา ได้ยินสิ่งที่เราได้ปฏิเสธเรื่องเกี่ยวกับบรรดาร่อซูลแล้ว เพราะในขณะนั้น เราหูหนวก ตาบอด
(3)  คือมีความเชื่อมั่นว่า สัญญาของพระองค์นั้นเป็นความจริง และการพบพระองค์ก็เป็นความจริง

13. และถ้าเราประสงค์ แน่นอนเราจะทำให้ทุกชีวิตสู่แนวทางที่ถูกต้องของมัน (*1*) แต่ว่าคำสัญญาของข้าจะต้องสมจริง (*2*) แน่นอนข้าจะให้นรกเต็มไปด้วยญินและมนุษย์รวมทั้งหมด (*3*)

(1)  แต่การทำเช่นนั้นเป็นการขัดกับฮิมะฮฺของเรา เพราะเราต้องการจะให้พวกเขาศรัทธาด้วยความสมัครใจมิใช่ด้วยการขู่ขังคับ
(2)  คือด้วยการลงโทษบรรดาผู้กระทำผิด
(3)  หมายถึงผู้ฝ่าฝืนและผู้กระทำผิดเท่านั้น

14. ดังนั้น พวกเจ้า (ชาวนรก) จงลิ้มรสเถิด เนื่องด้วยพวกเจ้าได้ลืมการชุมนุมกันในวันนี้ของพวกเจ้า (*1*) แท้จริงเราก็ลืมพวกเจ้าด้วย (*2*) และพวกเจ้าจงลิ้มรสการลงโทษอย่างตลอดกาลตามที่พวกเจ้าได้กระทำไว้เถิด (*3*)

(1)  เพราะพวกเจ้าลืมโลกอาคิเราะฮฺ และการที่พวกเจ้าหมกมุ่นอยู่กับเรื่องของตัณหา
(2)  คือในวันนี้เราก็จะปล่อยให้พวกเจ้าเผชิญกับการลงโทษ เช่นเดียวกับที่พวกเจ้าได้ละเลยการปฏิบัติตามอายาตต่าง ๆ ของเรา
(3)  คือในนรก เพราะการปฏิเสธศรัทธาของพวกเจ้า

15. แท้จริงบรรดาผู้ศรัทธาต่ออายาตทั้งหลายของเราเท่านั้น ที่เมื่อพวกเขาถูกเตือนให้รำลึกถึงอายาต พวกเขา(ก็จะ)ก้มลงสุญูด (*1*) และสดุดีสรรเสริญแด่พระจ้าของพวกเขา (*2*) โดยที่พวกเขาไม่หยิ่งผยอง (*3*)

(1)  เพื่อให้เกียรติและให้ความยิ่งใหญ่ต่อ อายาตต่าง ๆของพระองค์
(2)  ต่อความโปรดปรานของพระองค์
(3)  ต่อการจงรักภักดีและเคารพภักดีต่อพระองค์

16. สีข้างของพวกเขาเคลื่อนห่างจากที่นอน (*1*) พลางวิงวอนต่อพระเจ้าของพวกเขาด้วยความกลัวและความหวัง (*2*) และพวกเขาบริจาค (*3*) สิ่งที่เราได้ให้เป็นเครื่องยังชีพแก่พวกเขา

(1)  คือ พวกเขานอนน้อยในเวลากลางคืนเพราะพะวงอยู่กับการทำอิบาดะฮฺ มุญาฮิดกล่าวว่า หมายถึงการละหมาดกลางคืน (ตะฮัดญุด)
(2)  กลัวการลงโทษของพระองค์และหวังในความเมตตาและการตอบแทนของพระองค์
(3)  คือบริจาคไปในทางที่ดีและเป็นประโยชน์

17. ดังนั้น จึงไม่มีชีวิตใดรู้สิ่งที่ถูกซ่อนไว้สำหรับพวกเขา ให้เป็นที่รื่นรมย์แก่สายตา (*1*) เป็นการตอบแทนในสิ่งที่พวกเขาได้กระทำไว้ (*2*)

(1)  คือไม่มีผู้ใดในปวงบ่าวรู้จำนวนที่อัลลอฮฺทรงประทานความโปรดปรานให้แก่พวกเขา โดยที่ตาไม่เคยเห็นมาก่อน หูไม่เคยได้ยินมาก่อน และไม่เคยนึกฝันมาก่อน
(2)  การทำความดีในโลกดุนยา

18. ดังนั้น ผู้ศรัทธาจะเหมือนกับคนชั่วช้ากระนั้นหรือ? พวกเขาย่อมไม่เท่าเทียมกันแน่ ๆ (*1*)

(1)  คือในวันอาคิเราะฮฺพวกเขาจะไม่เท่าเทียมกันในการตอบแทนและการได้รับเกียรติ เช่นเดียวกับในโลกดุนยา พวกเขาไม่เท่าเทียมกันในการจงรักภักดีและการทำอิบาดะฮฺ

19. ส่วนบรรดาผู้ศรัทธาและกระทำความดีทั้งหลายนั้น (*5*) สำหรับพวกเขาคือสวนสวรรค์หลากหลาย เป็นที่พำนักเตรียมไว้ตามที่พวกเขาได้กระทำไว้ (*6*)

(1)  คือพวกที่มีความยำเกรงต่ออัลลอฮฺในลักษณะทั้งสอง
(2)  อัลบัยฏอวีย์กล่าวว่า สวนสวรรค์คือที่พำนักอันแท้จริง ส่วนในโลกดุนยานั้นเป็นที่พำนักที่จะต้องจากไปอย่างแน่นอน

20. และส่วนบรรดาผู้ชั่วช้านั้น (*7*) ที่พำนักของพวกเขาคือไฟนรก คราใดที่พวกเขาต้องการจะออกไปจากมัน พวกเขาจะถูกบังคับให้เข้าไปในนั้นอีก (*8*) และจะมีเสียงกล่าวแก่พวกเขาว่า “จงลิ้มรสการลงโทษของไฟนรกซึ่งพวกท่านเคยปฏิเสธ ไม่เชื่อมัน” (*9*)

(1)  คือผู้ที่ออกจากการจงรักภักดีต่ออัลลอฮฺ
(2)  เมื่อเปลวไฟลุกไหม้ยกเขาให้สูงขึ้น ก็จะถูกดันให้กลับสู่สภาพเดิม
(3)  และ “เหยียดหยามมันในโลกดุนยา

[1] [ 2] [ Next]


Designed & Developed By Thai Islamic Global Net Team
Copyright (C) 2008 Alquran-Thai.Com All Rights Reserved