ซูเราะฮฺ        อายะหฺ   
         เลือกซูเราะฮฺ และ/หรืออายะหฺ ที่ต้องการ
คำ,วลี,ข้อความ   
         กรุณาป้อน คำ, วลี หรือบางส่วนของข้อความ ที่ต้องการค้นหา


34. ซูเราะฮฺ สะบะอฺ (Saba)
ความหมายโดยสรุป

เป็นบัญญัติมักกียะฮฺ มี 54 อายะฮฺ

ซูเราะฮฺสะบะอฺ เป็นซูเราะฮฺมักกียะฮฺที่ให้ความสนใจในเรื่องของหลักการศรัทธาอิสลามที่เกี่ยวกับรากฐานของศาสนา เพื่อยืนยันถึงความเป็นเอกภาพ การแต่งตั้งนะบี การฟื้นคืนชีพและการตอบแทน

ซูเราะฮฺนี้เริ่มด้วยการเทิดทูนถวายพระเกียรติแก่อัลลอฮฺ ญัลละวะอะลา ซึ่งพระองค์ทรงทำให้สิ่งที่ถูกบังเกิดทั้งหลายมีความสมบูรณ์ ทรงทำให้กิจการทั้งหลายของโลกเป็นไปอย่างรัดกุม ทรงจัดเตรียมจักรวาลด้วยความปรีชาญาณของพระองค์ ดังนั้น พระองค์คือ พระผู้สร้างที่ยอดเยี่ยม ปรีชาญาณ สรรพสิ่งทั้งหลายที่มีจำนวนแม้เท่าปรมาณูหนึ่งที่ปรากฎอยู่ในชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน จะไม่รอดพ้นไปจากความรอบรู้ของพระองค์ได้เลย นี่คือหลักฐานอันยิ่งใหญ่ในความเป็นเอกภาพของพระเจ้าแห่งสากลโลก

ซูเราะฮฺนี้ได้กล่าวถึงเรื่องสำคัญยิ่งเรื่องหนึ่ง คือการปฏิเสธศรัทธาของพวกมุชริกีนต่อปรโลก ต่อการฟื้นคืนชีพหลังจากตายไปแล้ว พระองค์จึงบัญชาให้ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม สาบานด้วยพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ของเขาว่า ปรโลกนั้นจะมีขึ้นอย่างแน่นอนหลังจากความพินาศของสังขารทั้งหลาย “บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธากล่าวว่า วันอวสานจะไม่มาถึงเราดอก จงกล่าวเถิดมุฮัมมัด หามิได้ ขอสาบานด้วยรพระเจ้าของฉัน ผู้ทรงรอบรู้ ในสิ่งพ้นญาณวิสัย มันจะเกิดขึ้นแก่พวกท่านอย่างแน่นอน... “

ซูเราะฮฺนี้กล่าวถึงเรื่องราวต่าง ๆ ของบรรดาร่อซูล โดยกล่าวถึงนะบีดาวู๊ดและ บุตรของท่าน คือนะบีสุลัยมาน อะลัยฮิมัสสลาม คือสิ่งที่อัลลอฮฺทรงประทานความโปรดปรานนานาชนิดให้แก่ท่านทั้งสอง เช่น การทำให้ญินเป็นประโยชน์แก่สุลัยมาน การทำให้นกและภูเขากล่าวตัสบีหฺพร้อมกับนะบีดาวู๊ด ทั้งนี้เป็นการแสดงให้เป็นที่ประจักษ์ถึงความโปรดปรานของอัลลอฮฺ ตะอาลา ที่ทรงประทานให้อย่างกว้างขวางแก่นะบีทั้งสอง

นอกจากนั้นซูเราะฮฺนี้ยังได้กล่าวถึงความสงสัยบางประการของพวกมุชริกีน เกี่ยวกับสาสน์ของนะบีและร่อซูลคนสุดท้าย โดยได้ตอบโต้ข้อสงสัยเหล่านั้นด้วยหลักฐานที่ปราศจากข้อขัดแย้งและชัดแจ้ง นอกจากนั้นยังได้นำหลักฐานมายืนยันถึงการมีและความเป็นเอกภาพของอัลลอฮฺ ตะอาลา อีกด้วย

ซูเราะฮฺนี้จบลงด้วยการเรียกร้องพวกมุชริกีน ไปสู่การศรัทธาต่อพระผู้ทรงเอกะ พระผู้ทรงพิชิต โดยเด็ดขาด ซึ่งการจัดเตรียมกิจการต่าง ๆ ของสิ่งที่ถูกบังเกิดทั้งมวลนั้น อยู่ในเงื้อมพระหัตถ์ของพระองค์

ชื่อของซูเราะฮฺ

ซูเราะฮฺนี้ถูกขนานนามว่า “สะบะอฺ” เพราะอัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงกล่าวถึงเรื่องราวของสะบะอฺ ซึ่งเป็นอาณาจักรหนึ่งของเยเมนโบราณ เป็นที่ปรากฏว่าชาวเมืองสะบะอฺเหล่านั้นอยู่ในสภาพที่ได้รับความโปรดปราน ร่มเย็นเป็นสุขและอุดมสมบูรณ์ ตลอดจนที่พักอาศัยของพวกเขาก็ห้อมล้อมไปด้วยเรือกสวนไร่นา ครั้นเมื่อพวกเขาเนรคุณต่อความโปรดปรานและความดีทั้งหลายที่อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงประทานให้แก่พวกเขา พระองค์จึงลงโทษพวกเขาด้วยการให้น้ำท่วมเขื่อนมะอฺริบ เพื่อให้พวกเขายึดถือเป็นบทเรียนและนิทัศน์อุทาหรณ์



1. บรรดาการสรรเสริญเป็นของอัลลอฮฺซึ่งสิ่งที่อยู่ในชั้นฟ้าทั้งหลายและสิ่งที่อยู่ในแผ่นดินเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์ (*1*)และบรรดาการสรรเสริญในปรโลกเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์ (*2*) และพระองค์เป็นผู้ทรงปรีชาญาณ ผู้ทรงรอบรู้เชี่ยวชาญ

(1)  การสรรเสริญเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์ในโลกนี้ เนื่องจากเดชานุภาพอันสมบูรณ์ของพระองค์
(2)  เนื่องจากความเมตตาอันไพบูลย์ของพระองค์

2. พระองค์ทรงรอบรู้ถึงสิ่งที่เข้าไปอยู่ในแผ่นดิน (*1*) และสิ่งที่ออกมาจากมัน (*2*) และสิ่งที่ลงมาจากฟากฟ้า (*3*) และสิ่งที่ขึ้นไปสู่ในนั้น (*4*) และพระองค์เป็นผู้ทรงเมตตา ผู้ทรงอภัยเสมอ

(1)  เช่น น้ำฝน ขุมทรัพย์ และคนตาย
(2)  เช่น พืช ผัก ผลไม้ ตาน้ำ ฯลฯ
(3)  เช่น น้ำฝน มะลาอิกะฮฺ และความเมตตา
(4)  เช่น การงานที่ดี และดุอาอฺต่าง ๆ

3. และบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธากล่าวว่า “วันอวสานนั้นจะไม่มาถึงเราดอก” (*1*) จงกล่าวเถิดมุฮัมมัด “หามิได้ ขอสาบานด้วยพระเจ้าของฉัน (*2*) ผู้ทรงรอบรู้ในสิ่งพ้นญาณวิสัย มันจะเกิดขึ้นแก่พวกท่านอย่างแน่นอน ไม่มีแม้แต่น้ำหนักเพียงเท่าธุลีในชั้นฟ้าทั้งหลาย และในแผ่นดิน และที่เล็กยิ่งกว่านั้นและที่ใหญ่กว่านั้น จะรอดพ้นจากพระองค์ เว้นแต่จะอยู่ในบันทึกอันชัดแจ้งทั้งสิ้น (*3*)

(1)  เป็นการปฏิเสธเชิงเย้ยหยันต่อคำสัญญาของมุฮัมมัด
(2)  อิบนฺกะษีรกล่าวว่า นี่คือหนึ่งในสามอายาต ที่อัลลอฮฺทรงใช้ให้ร่อซูลของพระองค์สาบานต่อพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ว่า วันอวสานนั้นจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ส่วนอีกสองอายะฮฺก็คืออายะฮฺที่ 53 ในซูเราะฮฺยูนุส และอายะฮฺที่ 7 ในซูเราะฮฺอัตตะฆอบุน
(3)  การกระทำใด ๆ ก็ตามที่มนุษย์ได้ปฏิบัติไปในโลกดุนยานั้น จะไม่เป็นที่ซ่อนเร้นไปจากความรอบรู้ของพระองค์เป็นอันขาด ในเมื่อสิ่งที่มีน้ำหนักเท่าผงธุลีก็จะไม่เป็นที่ซ่อนเร้นไปจากความรู้ของพระองค์ แน่นอนการกระทำและสภาพของมนุษย์ก็ไม่อาจจะรอดพ้นไปจากพระองค์ได้

4. เพื่อที่พระองค์จะทรงตอบแทนแก่บรรดาผู้ศรัทธาและประกอบความดีทั้งหลายชนเหล่านั้น สำหรับพวกเขาจะได้รับการอภัยโทษและปัจจัยยังชีพอันมีเกียรติ (คือสวนสวรรค์) (*1*)

(1)  คือผู้ที่มีคุณลักษณะ 2 ประการ คือเป็นผู้ศรัทธาและทำความดี อัลลอฮฺ ตะอาลา จะทรงตอบแทนแก่เขาด้วยการอภัยโทษและสวนสวรรค์

5. ชนเหล่านั้นสำหรับพวกเขาจะได้รับการลงโทษอันเลวร้ายอย่างเจ็บปวด

6. ตระหนักดีว่า สิ่งที่ได้ถูกประทานแก่เจ้าจากพระเจ้าของเจ้านั้นเป็นสัจธรรม และจะชี้นำไปสู่แนวทางแห่งพระผู้ทรงอำนาจ ผู้ทรงได้รับการสรรเสริญ

7. และบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาได้กล่าว (เยาะเย้ย) ว่า “เราจะชี้แนะแก่พวกท่านไหมเล่าถึงชายคนหนึ่งที่เขาจะบอกเล่าแก่พวกท่านว่า (*1*) เมื่อพวกท่านถูกทำให้แตกสลายกระจัดกระจายเป็นผุยผงแล้ว (*2*) พวกท่านจะถูกบังเกิดขึ้นมาใหม่"

(1)  หมายถึงท่านนะบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม คือจะบอกเล่าเรื่องราวที่แปลกประหลาดที่สุด
(2)  คือหลังจากร่างกายได้เน่าเปื่อยและกระดูกได้กลายเป็นผุยผงไปแล้ว จุดมุ่งหมายในการกล่าวของพวกกุฟฟารกุเรชนี้ ก็เพื่อเป็นการเยาะเย้ยถากถาง เพราะพวกเขาปฏิเสธศรัทธา

8. เขาได้ปั้นความเท็จให้แก่อัลลอฮฺ หรือว่าเขาเป็นบ้าไปแล้ว? ” (*1*) หามิได้! (*2*) บรรดาผู้ไม่ศรัทธาต่อปรโลกนั้น จะอยู่ในการลงโทษและการหลงผิดอันไกลลิบ

(1)  คือพวกเขาได้กล่าวความเท็จให้แก่อัลลอฮฺ หรือเป็นบ้าไปเสียแล้ว พวกเขาพูดในสิ่งที่พวกเขาไม่รู้
(2)  มันมิได้เป็นเช่นที่พวกเขากล่าวอ้าง คือการกล่าวเท็จและเป็นบ้า แต่พวกเขาเหล่านั้นเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธาต่อวันปรโลกต่างหาก

9. พวกเขามิเห็นดอกหรือ ถึงสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าพวกเขา และสิ่งที่อยู่เบื้องหลังพวกเขา ที่มีอยู่ในฟากฟ้าและแผ่นดิน (*1*) หากเราประสงค์เราจะให้แผ่นดินสูบพวกเขาลงไปหรือเราจะให้ส่วนต่าง ๆ จากท้องฟ้าหล่นลงมาบนพวกเขา (*2*) แท้จริง ในการนี้ย่อมเป็นสัญญาณหนึ่งอย่างแน่นอนแก่บ่าวทุกคนที่หันหน้าเข้าสู่อัลลอฮฺ

(1)  คือพวกเขามิได้พิจารณาดอกหรือ ถึงสิ่งที่อยู่รอบ ๆ ตัวพวกเขาทุก ๆ ด้าน จากชั้นฟ้าและแผ่นดิน มันจะชี้แนะให้เป็นที่ประจักษ์ถึงความเป็นเอกะของพระผู้สร้าง เมื่อพวกเขาพิจารณาดูแล้วก็จะรู้ว่าพระผู้สร้างชั้นฟ้าและแผ่นดินนั้น ย่อมจะทำให้มนุษย์กลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาจากหลังจากที่พวกเขาได้ตายไปแล้ว
(2)  คือเราจะให้แผ่นดินสูบเช่นที่เราได้ทำกับกอรูน หรือจะให้ชิ้นส่วนจากท้องฟ้าหล่นลงมาเหมือนกับที่เราได้ทำกับชาวอัลอัยกะฮฺ แล้วพวกเขาจะหนีไปทางไหน?

10. และโดยแน่นอน เราได้ให้ความโปรดปรานจากเราแก่ดาวู๊ด (*1*) โอ้ภูเขาเอ๋ย จงแซ่ซ้องสดุดีพร้อมกับเขาและนกด้วย (*2*)และเราได้ทำให้เหล็กอ่อนสำหรับเขา

(1)  นักตัฟซีรอธิบายว่า ความโปรดปรานหมายถึงการเป็นนะบี การประทานคัมภีร์อัซซะบูร การให้ภูเขาและนอกแซ่ซ้องสดุดีพร้อมกับเขา การทำให้เหล็กอ่อน และการสอนให้เขารู้จักทำเสื้อเกราะ
(2)  อิบนฺอับบาสกล่าวว่า นกจะกล่าวตัสบีหฺเมื่อเขากล่าว และเมื่อเขาอ่านคัมภีร์สัตว์ทุกชนิดจะหยุดฟังการอ่านของเขา และจะร้องไห้เมื่อเขาร้องไห้

11. เจ้าจงทำเสื้อเกราะและทำห่วงของมันให้ได้สัดส่วน (*1*) และพวกเจ้าจงทำความดีเถิดแท้จริง ข้านั้นรู้เห็นสิ่งที่พวกเจ้ากระทำ

(1)  ก้อตาดะฮฺกล่าวว่า อัลลอฮฺทรงทำให้เหล็กอ่อนโดยไม่ต้องใช้ไฟหลอมหรือฆ้อนทุบตี และเขาเป็นคนแรกที่ประดิษฐ์คิดทำเสื้อเกราะ ซึ่งอัลลอฮฺทรงกล่าวไว้ในอายะฮฺที่ 80 ของซูเราะฮฺอัลอัมบิยาอฺ ที่ว่า “และเราได้สอนเขาให้รู้การทำเสื้อเกราะแก่พวกเจ้า เพื่อป้องกันพวกเจ้าจากการรบพุ่งกัน....”

12. และเราได้ให้มีลมพัดแก่สุลัยมาน ซึ่งมันจะพัดไปในยามเช้าเป็นเวลาหนึ่งเดือน และมันจะพัดกลับในยามเย็นเป็นเวลาหนึ่งเดือน (*1*) และเราได้ให้ไหลมาแก่เขาซึ่งตาน้ำทองเหลือง (*2*) (คือให้ทองเหลืองที่หลอมตัวเป็นตาน้ำไหลมาสำหรับสุลัยมาน) ในหมู่ญินนั้น มีผู้ทำงานอยู่เบื้องหน้าเขาด้วย อนุมัติแห่งพระเจ้าของเขา (*3*) และผู้ใดในหมู่พวกเขาหันเหจากพระบัญชาของเรา (*4*) เราจะให้เขาลิ้มรสการลงโทษที่มีไฟลุกโชติช่วง

(1)  นักตัฟซีรกล่าวว่า อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงให้ลมพัดภายใต้การบัญชาของสุลัยมาน โดยที่ลมพัดในระยะทางไกลภายในเวลาอันจำกัด หอบเอากองทหารของเขาออกจากเมืองหนึ่งไปยังอีกเมืองหนึ่ง ซึ่งอยู่ห่างออกไปเป็นระยะทางเดินเท้าหนึ่งเดือน แต่ลมจะหอบเอาไปเพียงครึ่งวันเท่านั้น
(2)  นักตัฟซีรกล่าวว่า อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงให้ทองเหลืองละลายแก่สุลัยมาน เช่นเดียวกับที่พระองค์ทรงให้เหล็กอ่อนแก่ดาวู๊ด โดยเป็นสัญญาณและสิ่งมหัศจรรย์อันชัดแจ้ง
(3)  ทั้งหมดนั้นเป็นไปตามพระบัญชาและการประทานความสะดวกของอัลลอฮฺแก่บ่าวของพระองค์
(4)  คือไม่เชื่อฟังสุลัยมาน

13. พวกเขา (ญิน) ทำงานให้เขา (สุลัยมาน) ตามที่เขาต้องการ (เช่นสร้าง) ปราสาทหลายแห่งที่สูงตระหง่าน และบรรดาหุ่นจำลอง (*1*) และบรรดาโคมใส่อาหารมีขนาดเท่าบ่อน้ำและบรรดาหม้อสำหรับหุงอาหารตั้งอยู่กับที่ (*2*) พวกเจ้าจงทำงานเถิด วงศ์วานของดาวู๊ดเอ๋ย! ด้วยการขอบคุณ (*3*) และส่วนน้อยแห่งปวงบ่าวของเราที่เป็นผู้ขอบคุณ

(1)  คือหุ่นจำลองชนิดแปลก ๆ จากทองเหลืองและแก้ว (ในสมัยนั้นรูปปั้นไม่เป็นที่ต้องห้าม)
(2)  หม้อใบใหญ่ ๆ ตั้งอยู่กับที่เคลื่อนไปไหนมาไหนไม่ได้
(3)  ด้วยการจงรักภักดีต่ออัลลอฮฺ ตะอาลา เป็นการขอบคุณพระองค์ที่ได้ประทานความโปรดปรานอันยิ่งใหญ่และเกียรติอันมากหลาย

14. ครั้นเมื่อเราได้กำหนดความตายแก่เขา มิได้มีสิ่งใดบ่งชี้แก่พวกเขาถึงความตายของเขา นอกจากปลวกใต้ดินแทะกินไม้เท้าของเขา (*1*) ดังนั้น เมื่อเขาล้มลงพวกญินก็รู้อย่างชัดแจ้งว่า หากพวกเขารู้ในสิ่งพ้นญาณวิสัยแล้ว (*2*) พวกเขาจะไม่ต้องมาทนทุกข์ทรมานที่น่าอดสูเช่นนี้ (*3*)

(1)  คือพวกพ้องของท่านและพวกญินก็ไม่รู้ระแคะระคายมาก่อนเลยถึงการตายของสุลัยมาน พวกก็อดยานีย์ให้ความหมาย “ดาบบะตุ้ลอัรฏิ” (ปลวก) ว่าหมายถึง “เราะฮฺบะอาม”บุตรของสุลัยมาน เพราะอาณาจักรของสุลัยมานอ่อนอำนาจลงในสมัยของบุตรคนนี้ และความหมายของ “มันสะอะตุฮู” (ไม้เท้า) นั้น คืออำนาจของเขา
(2)  คือตามที่มีการกล่าวอ้างกันว่าพวกญินรู้ในสิ่งเร้นลับ
(3)  นักตัฟซีรกล่าวว่า สุลัยมานได้ยืนละหมาดอยู่ที่แท่นใช้ไม้เท้ายัน เขายืนตายอยู่ในสภาพเช่นนั้นเป็นเวลาถึงหนึ่งปี พวกญินไม่รู้และได้ทำงานหนักอยู่เช่นนั้น โดยที่พวกเขาคิดกันว่านะบีสุลัยมานยังมีชีวิตอยู่

15. โดยแน่นอน สำหรับพวกสะบะอฺนั้นมีสัญญาณหนึ่งในที่อาศัยของพวกเขา (*1*) มีสวนสองแห่งทางขวาและทางซ้าย พวกเจ้าจงบริโภคจากปัจจัยยังชีพของพระเจ้าของพวกเจ้า และจงขอบคุณต่อพระองค์ อันเป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ (*2*) และมีพระเจ้าผู้ทรงอภัย

(1)  ในประเทศเยเมน คือมีสัญญาณอันยิ่งใหญ่ที่ชี้บ่งถึงเดชานุภาพของพระองค์ ในการตอบแทนผู้กระทำความดีและความชั่วตามผลงานของเขา เมื่อชาวเมืองสะบะอฺได้เนรคุณต่อความโปรดปรานของอัลลอฮฺ พวกเขาจึงถูกทำลายอำนาจให้หมดสิ้นไป และกระจัดกระจายไป
(2)  ก้อตาดะฮฺกล่าวว่า สวนสองแห่งของพวกเขาเป็นต้นไม้ที่ร่มรื่น และมีดอกผลอย่างมากมายงดงามเมื่อสตรีเดินผ่านไปโดยมีกระจาดทูนอยู่บนศีรษะ ผลไม้จะหล่นลงมาเต็มกระจาดโดยไม่ต้องเก็บเกี่ยว เพราะความสุกงอมของมันและความที่มันมีอย่างมากมาย

16. แต่พวกเขาได้ผินหลัง ดังนั้น เราจึงปล่อยน้ำจากเขื่อนให้ท่วมพวกเขา (*1*) และเราได้เปลี่ยนให้พวกเขาสวนสองแห่งของพวกเขา แทนสวนอีกสองแห่ง (*2*) มีผลไม้ขมและต้นไม้พุ่ม และต้นพุทราบ้างเล็กน้อย

(1)  คือเมื่อพวกเขาไม่เชื่อฟัง ไม่จงรักภักดี ไม่ขอบคุณต่ออัลลอฮฺ และไม่ปฏิบัติตามข้อใช้ข้อห้ามของบรรดาร่อซูลของพระองค์ เราจึงปล่อยน้ำจากเขื่อนไปทำลายเรือกสวนและบ้านช่องของพวกเขา
(2)  คือเราได้เปลี่ยนสวนสองแห่งที่อุดมสมบูรณ์เป็นสวนสองแห่งที่แห้งแล้ง เป็นต้นไม้พุ่มเล็ก ๆ และผลของมันขม

17. เช่นนั้นแหละ เราได้ตอบแทนพวกเขา เนื่องจากพวกเขาเนรคุณ และเรามิได้ลงโทษผู้ใด (ด้วยการลงโทษอย่างรุนแรงเช่นนี้) นอกจากพวกเนรคุณ (*1*)

(1)  มุญาฮิดกล่าวว่า จะไม่มีการลงโทษนอกจากการเนรคุณ เพราะมุอฺมินนั้นอัลลอฮฺจะทรงลบล้างความผิดของเขา ส่วนกาฟิรนั้นพระองค์จะทรงตอบแทนการงานของเขาด้วยความชั่วของเขาที่ได้กระทำไว้

18. ระหว่างพวกเขาและระหว่างหัวเมืองต่าง ๆ ซึ่งเราได้ให้ความจำเริญในนั้น เราได้ให้มีขึ้นซึ่งหัวเมืองที่เด่นชัด (*1*) และเราได้กำหนดการเดินทางไว้ในนั้น (*2*) พวกเจ้าจงเดินทางไปตามนั้นเถิด ทั้งกลางวันและกลางคืนอย่างปลอดภัย (*3*)

(1)  เราได้ทำให้หมู่บ้านติดต่อกันไปเป็นหัวเมืองที่เด่นชัด ตั้งแต่เมืองสะบะอฺของเยเมนไปจนกระทั่งถึงเมืองต่าง ๆในประเทศชาม เป็นที่รู้จักกันในหมู่นักเดินทาง
(2)  เราได้กำหนดการเดินทางระหว่างหมู่บ้านหนึ่งไปยังอีกหมู่บ้านหนึ่ง คือเป็นระยะทางและเวลา
(3)  จงเดินทางระหว่างหมู่บ้านเหล่านั้นตามความพอใจ ในเวลากลางวันหรือกลางคืนอย่างปลอดภัย โดยไม่ต้องแบกสะเบียงไปด้วย เพราะความอุดมสมบูรณ์ตามหมู่บ้านเหล่านั้น

19. แล้วพวกเขาได้พูดว่า “ข้าแต่พระเจ้าของเรา! ขอพระองค์ได้ทรงทำให้การเดินทางของเรายืดยาวขึ้น” (*1*)และพวกเขาได้อธรรมต่อตัวพวกเขาเอง ดังนั้น เราจึงได้ทำให้พวกเขาเป็นเรื่องเล่าขานติดต่อกันมา (*2*)และเราได้ทำให้พวกเขาแตกสลายกระจัดกระจายกันออกไป แท้จริงในการนี้ย่อมเป็นสัญญาณมากหลายอย่างแน่นอนแก่ทุกคนผู้อดทน ผู้กตัญญู (*3*)

(1)  คือเมื่อพวกเขาเบื่อหน่ายต่อความสุขสบาย ก็วิงวอนขอให้หมู่บ้านที่อยู่ใกล้ ๆ กันนั้นห่างไกลออกไปเพื่อพวกเขาจะได้เดินทางท่ามกลางทะเลทราย และจัดเตรียมสัมภาระของการเดินทาง อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงตอบรับอย่างฉับพลันด้วยการทำลายหมู่บ้านเหล่านั้น และทำให้มันเป็นหมู่บ้านร้างไร้ผู้คนและเป็นทะเลทราย
(2)  ในยุคหลัง ๆ
(3)  จุดมุ่งหมายในการกล่าวถึงสะบะอฺนี้ก็เพื่อเป็นการเตือนมนุษย์ มิให้เนรคุณต่อนิมะฮฺและมิให้เกิดขึ้นแก่พวกเขา เหมือนกับที่ได้เกิดมาแล้วในอดีต

20. และโดยแน่นอน อิบลีสได้ทำให้การนึกคิดของมันที่มีต่อพวกเขาเป็นจริง (*1*)

(1)  คืออิบลีสได้สาบานไว้ว่า “และแน่นอนข้าพระองค์จะทำให้พวกเขาทั้งหมดหลงผิด” และในที่สุดสิ่งที่มันนึกคิดไว้นั้นก็เป็นความจริงขึ้นมาคือพวกที่หลงผิดไปปฏิบัติตามมัน ดังนั้น พวกเขาจึงได้ปฏิบัติตามมัน เว้นแต่ส่วนน้อยของบรรดาผู้ศรัทธาเท่านั้น

[1] [ 2] [ 3] [ Next]


Designed & Developed By Thai Islamic Global Net Team
Copyright (C) 2008 Alquran-Thai.Com All Rights Reserved