ซูเราะฮฺ        อายะหฺ   
         เลือกซูเราะฮฺ และ/หรืออายะหฺ ที่ต้องการ
คำ,วลี,ข้อความ   
         กรุณาป้อน คำ, วลี หรือบางส่วนของข้อความ ที่ต้องการค้นหา


36. ซูเราะฮฺ ยาซีน (Ya-Sin)
ความหมายโดยสรุป

เป็นบัญญัติมักกียะฮฺ มี 83 อายะฮฺ

ซูเราะฮฺยาซีน เป็นซูเราะฮฺมักกียะฮฺที่ประมวลไว้ด้วยเรื่องสำคัญ ๆ ที่เป็นหลักการ 3 เรื่อง คือ การศรัทธา การฟื้นคืนชีพ และการชุมนุม ตลอดจนเรื่องราวของชาวหมู่บ้าน และหลักฐานที่ยืนยันถึงความเป็นเอกะแห่งพระผู้เป็นเจ้าแห่งสากลโลก

ซูเราะฮฺนี้เริ่มด้วยการสาบานด้วยอัลกุรอานุลกะรีมถึงความถูกต้องสมบูรณ์ของอัลวะฮฺยฺ และความจริงแห่งสาส์นของมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม แล้วได้กล่าวถึงพวกกุฟฟารกุเรชชาวมักกะฮฺ ซึ่งพวกเขาได้ดำเนินชีวิติอยู่ในการหลงผิดและหลงทางที่เกินขอบเขตและปฏิเสธการเป็นร่อซูลของมุฮัมมัด อิบนฺอับดุลลอฮฺ ศ็อลลัลลฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ดังนั้นการลงโทษของอัลลอฮฺ ตะอาลา จึงเหมาะสมและคู่ควรแก่พวกเขา

ซูเราะฮฺนี้ได้นำเอาเรื่องราวของชาวเมืองอันฏอกียะฮฺ ซึ่งพวกเขาได้ปฏิเสธศรัทธามากล่าวไว้ เพื่อเตือนให้นึกถึงผลแห่งการปฏิเสธอัลวะฮฺยฺและสาส์น ตามรูปแบบของอัลกุรอานในการใช้เรื่องราวหรือเหตุการณ์ในอดีตมาเป็นบทเรียนและนิทัศน์อุทาหรณ์

ซูเราะฮฺนี้ได้กล่าวถึงท่าทีของนักเผยแผ่มุอฺมินผู้หนึ่ง คือ “ฮะบีบุนนัจญาร” ซึ่งเขาได้สั่งสอนกลุ่มชนของเขา แล้วกลุ่มชนนั้นได้ฆ่าเขา อัลลอฮฺ ตะอาลา จึ่งได้ทรงให้เขาได้เข้าสวนสรรค์ และพระองค์ก็มิได้ทรงประวิงเวลาให้แก่บรรดาอาชญากรเหล่านั้น พระองค์ทรงคร่าชีวิตของพวกเขาด้วยเสียงกัมปนาทจนพินาศย่อยยับ

ซูเราะฮฺนี้ได้กล่าวถึงหลักฐานแห่งเดชานุภาพ และความเป็นเอกภาพ ในจักรวาลอันน่าประหลาดนี้ เริ่มด้วยภาพลักษณ์ของแผ่นดินที่แห้งแล้งได้กลับมีชีวิตชีวาขึ้นมา ภาพลักษณ์ของกลางคืนเมื่อเวลากลางวันได้ผ่านพ้นไปจนกลายเป็นมืดมิด ภาพลักษณ์ของดวงอาทิตย์อันเจิดจ้าที่หมุนโคจรไปด้วยเดชานุภาพของอัลลอฮฺ ภาพลักษณ์ของดวงจันทร์ที่โคจรไปตามจักรราศีของมัน และภาพลักษณ์ของพิภพที่บรรทุกลูกหลานของมนุษย์ตั้งแต่ดึกดำบรรพ์มาจนกระทั่งปัจจุบันนี้ ทั้งหมดนี้เป็นหลักฐานยืนยันอย่างชัดแจ้งถึงเดชานุภาพของอัลลอฮฺ ตะอาลา ผู้ยิ่งใหญ่และสูงส่งยิ่ง

ซูเราะฮฺนี้กล่าวถึงวันกิยามะฮฺและความน่ากลัวของมัน กล่าวถึงการเป่าสังข์แห่งวันฟื้นคืนชีพและวันชุมนุม ซึ่งมนุษย์จะออกมาจากกุบูร กล่าวถึงชาวสวรรค์และชาวนรก และการแบ่งแยกระหว่างบรรดามุอฺมินกับบรรดาอาชญากร ในวันอันน่าหวาดกลัวนั้น จนกระทั่งถึงบรรดาผู้ที่มีความสุขจะพำนักอยู่ในสวนสวรรค์อย่างถาวร และบรรดาผู้ที่มีความทุกข์ก็จะลงไปอยู่ในนรกญะฮันนัมที่มีไฟลุกโชน

ซูเราะฮฺนี้จบลงด้วยการกล่าวถึงเรื่องสำคัญคือ เรื่องการฟื้นคืนชีพ พร้อมกับได้มีหลักฐานมายืนยันว่าจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน



1. ยาซีน (*1*)

(1)  อิบนุอับบาสกล่าวว่า ยาซีน มีความหมายว่า โอ้มนุษย์เอ๋ย ! ในภาษาของชาวฏ็อยอฺ และกล่าวกันว่าเป็นชื่อหนึ่งของท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม โดยหลักฐานจากคำตรัสของพระองค์ในอายะฮฺที่ 3

2. ขอสาบานด้วยอัลกุรอานที่มีคำสั่งอันรัดกุม (*1*)

(1)  คือการเปลี่ยนแปลงหรือการบิดเบือนจะไม่เกิดขึ้นกับคัมภีร์นี้เป็นอันขาด

3. แท้จริง เจ้าเป็นผู้หนึ่งในหมู่ผู้ถูกส่งมาอย่างแน่นอน (*1*)

(1)  จากพระเจ้าแห่งสากลโลก เพื่อชี้แนะแนวทางที่ถูกต้องมัคลูกทั้งหลาย

4. (เป็นผู้) อยู่บนแนวทางอันเที่ยงธรรม (*1*)

(1)  คืออิสลาม ศาสนาของบรรดาร่อซูลก่อนหน้าเจ้า ซึ่งพวกเขาได้เรียกร้องไปสู่การอีมานและการให้เอกภาพแด่อัลลอฮฺ

5. อัลกุรอานนี้เป็นการประทานลงมาจากพระผู้ทรงอำนาจ ผู้ทรงเมตตาเสมอ (*1*)

(1)  คือพระผู้ทรงอำนาจในการครอบครองทุกสิ่ง พระผู้ทรงเมตตาต่อปวงบ่าวของพระองค์

6. เพื่อเจ้าจะได้ตักเตือนกลุ่มชนหนึ่งซึ่งบรรพบุรุษของพวกเขามิได้ถูกตักเตือนมาก่อนดังนั้น พวกเขาจึงไม่สนใจ(*6*)

(1)  เพื่อตักเตือนชาวอาหรับด้วยอัลกุรอานนี้ เพราะเป็นระยะเวลานานทีเดียวที่มิได้มีการส่งร่อซูล และคัมภีร์มาเผยแผ่ ความหมายของคำว่า “ตักเตือน” หมายถึง เตือนพวกเขาให้รำลึกถึงการลงโทษของอัลลอฮฺ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่สนใจต่อการอีมาน และอยู่ในทางที่หลงผิดด้วยการทำชีริกและกราบไว้รูปปั้น

7. โดยแน่นอน พระประกาศิตได้เป็นที่สมจริงแล้วแก่ส่วนมากของพวกเขา เพราะพวกเขาไม่ศรัทธา (*7*)

(1)  คือการลงโทษด้วยไฟนรกแก่ส่วนมากของพวกมุชริกีน ด้วยเหตุที่พวกเขายืนกรานในการปฏิเสธศรัทธาและไม่เชื่อฟังข้อตักเตือน

8. แท้จริงเราได้คล้องพันธนาการที่คอของพวกเขา มันจึงห้อยลงมาที่คางของพวกเขา ดังนั้น (ศรีษะของ)พวกเขาจึงเงยขึ้น (*1*)

(1)  เป็นการเปรียบเทียบและวาดสภาพของพวกมุชริกีนในการหลงทางของพวกเขา เสมือนกับสภาพของผู้ที่คอของเขาถูกพันธนาการ พร้อมกับมือทั้งสองค้ำคอไว้ หน้าจึงเงยขึ้น ก้มไม่ลง

9. และเราได้ทำเครื่องกีดขวางไว้ข้างหน้าพวกเขา และเครื่องกีดขวางไว้ข้างหลังพวกเขา (*2*)

(1)  เป็นการเปรียบเทียบสภาพของพวกมุชริกีนที่หลงระเริงอยู่กับการดำรงชีวิตในโลกนี้ เสมือนกับว่ามีม่านมาขวางกั้นอยู่ข้างหน้า พวกเขาจึงมองไม่เห็นสัจธรรมและการอีมาน และอีกภาพหนึ่ง สภาพของพวกเขาที่เชื่อว่าโลกอาคิเราะฮฺจะไม่เกิดขึ้น จึงมีม่านมาขวางกั้นอยู่ข้างหลัง ดังนั้นพวกเขาจึงไม่กลับเนื้อกลับตัวและไม่ขอลุแก่โทษ เพราะพวกเขาไม่กลัวการลงโทษในวันอาคิเราะฮฺ
(2)  เป็นการเปรียบเทียบในการหลงทางของพวกมุชริกีนด้วยการปิดคลุมนัยตา พวกเขาจึงเกลียดชังท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และสิ่งที่ท่านนำมาเผยแผ่ ดังนั้นพวกเขาจึงบอดตามองไม่เห็น

10. และมีผลเท่ากันแก่พวกเขา เจ้าจะตักเตือนพวกเขาหรือไม่ตักเตือนพวกเขาก็ตาม พวกเขาก็จะไม่ศรัทธา (*1*)

(1)  อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงแจ้งให้ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ทราบว่า กลุ่มหัวหน้าที่เป็นศัตรูกับเจ้านั้น การตักเตือนและเรียกร้องเชิญชวนของเจ้าหรือไม่ตักเตือนมีผลเท่ากัน คือพวกเขาจะไม่ศรัทธา

11. แท้จริงเจ้าเพียงแต่ตักเตือนผู้ที่ปฏิบัติตามข้อตักเตือนเท่านั้น และเขาเกรงกลัวพระผู้ทรงกรุณาปรานีโดยทางลับ ดังนั้น จงแจ้งข่าวดีแก่เขาด้วยการอภัยโทษและรางวัลอันมีเกียรติ (*1*)

(1)  ดังนั้น เจ้าจงตักเตือนผู้ที่การตักเตือนของเจ้าจะเกิดประโยชน์แก่พวกเขาเถิด และพวกเขามีความยำเกรงอัลลอฮฺทั้งในที่ลับและในที่แจ้ง โดยที่พวกเขาไม่เห็นพระองค์ บุคคลจำพวกนี้เจ้าจงแจ้งข่าวดีแก่พวกเขาว่า พวกเขาจะได้รับการอภัยโทษจากเรา และรางวัลการตอบแทน คือสวนสวรรค์ที่พำนักของบรรดาผู้ยำเกรง

12. แท้จริงเราเป็นผู้ให้คนตายกลับมีชีวิตขึ้น และเราบันทึกสิ่งที่พวกเขาได้ประกอบไว้แต่ก่อน และร่องรอยของพวกเขาและทุกสิ่งนั้น เราได้รวบรวมไว้อย่างครบถ้วนในบันทึกอันชัดแจ้ง (*1*)

(1)  คือเราจะให้พวกขาฟื้นคืนชีพ จากกุบูรหลังจากการตายของพวกเขา เพื่อรับการตอบแทน และเราได้บันทึกสิ่งที่พวกเขาได้กระทำไว้ในโลกดุนยา คือการงานที่ดีและชั่ว และร่องรอยของพวกเขาคือการก้าวเท้าของพวกเขาไปมัสยิดและทุกสิ่งนั้นคือการงานที่เกี่ยวกับการอิบาดะฮฺและอื่น ๆได้ถูกบันทึกไว้ในลูหฺมะหฺฟูซ

13. และจงเล่าเรื่องชาวเมือง (อันฏอกียะฮฺ) แก่พวกเขา เมื่อมีทูตหลายคนมายังเมืองนั้น (*2*)

(1)  อัลกุรฏบีย์และนักตัฟซีรหลายคนกล่าวว่า อัลลอฮฺทรงส่งทูต 3 คนมายังชาวเมืองอันฏอกียฮฺ คือศอดิกมัศดู๊ก และซัมอูน

14. เมื่อเราส่งทูตสองคนไปยังพวกเขา พวกเขาได้ปฏิเสธเขาทั้งสอง ดังนั้น เรา (อัลลอฮฺ) จึงเพิ่มพลังด้วยการส่งทูตคนที่สามแล้วพวกเขา (บรรดาทูต) ได้กล่าวว่า “แท้จริงพวกเราถูกส่งมายังพวกท่าน“ (*3*)

(1)  คือเป็นทูตมาจากอีซา อะลัยฮิสสลาม เพื่อเรียกร้องเชิญชวนพวกท่านให้เคารพภักดีต่ออัลลอฮฺและเลิกเคารพบูชารูปปั้น ต่าง ๆ

15. พวกเขา (ชาวเมือง) กล่าวว่า “พวกท่านมิใช่ใครอื่น นอกจากเป็นสามัญชนเช่นเดียวกับพวกเรา และพระผู้ทรงกรุณาปรานีมิได้ประทานสิ่งใดลงมา พวกท่านมิได้เป็นอื่นใดนอกจากกล่าวเท็จ” (*4*)

(1)  คือพวกท่านมิได้เป็นอื่นใดนอกจากกล่าวเท็จแก่เรา ในการเรียกร้องของพวกท่านว่า พวกท่านเป็นทูตมายังพวกเรา

16. พวกเขา (บรรดาทูต) กล่าวว่า “พระเจ้าของเราทรงรู้ดียิ่งว่า แท้จริงเราถูกส่งมายังพวกท่านอย่างแน่นอน

17. และไม่มีหน้าที่อื่นใดแก่พวกเรานอกจากการประกาศเชิญชวนอันชัดแจ้งเท่านั้น” (*1*)

(1)  กล่าวคือ หน้าที่ของเรานั้นชัดแจ้งอยู่แล้ว หากพวกท่านยอมรับสิ่งที่เราเรียกร้องเชิญชวนพวกท่านก็นับได้ว่าเป็นโชคดีและเป็นการรอดพ้นของพวกท่าน หากพวกท่านปฏิเสธก็นับได้ว่าเป็นโชคร้ายและเป็นความพินาศของพวกท่าน

18. พวกเขากล่าวว่า “แท้จริงพวกเราถือเป็นลางร้ายต่อพวกท่าน หากพวกท่านไม่ยอมหยุดยั้ง เราจะเอาหินขว้างพวกท่านจนตายและแน่นอน การลงโทษอันเจ็บปวดจากพวกเราจะประสบแก่พวกท่าน” (*2*)

(1)  พวกเขากล่าวว่า พวกท่านนั่นแหละเป็นลางร้ายแก่เรา เพราะพวกท่านแท้ ๆ ที่ทำให้พวกเราได้รับความแห้งแล้ง และฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล

19. พวกเขา (บรรดาทูต) กล่าวว่า “ลางร้ายของพวกท่านเพราะพวกท่านเอง พวกท่านได้ถูกตักเตือนมาก่อนแล้วมิใช่หรือ ? เปล่าดอกพวกท่านเป็นหมู่ชนผู้ฝ่าฝืนต่างหาก” (*3*)

(1)  บรรดาทูตได้ตอบโต้พวกเขาว่า ลางร้ายของพวกท่านนั้นอยู่ที่การปฏิเสธศรัทธาของพวกท่านเองต่างหาก เพราะพวกท่านได้รับการตักเตือนมาก่อนแล้ว พวกท่านก็ขู่จะทำร้ายพวกเรา แท้จริงพวกท่านนั้นเป็นผู้ดื้อรั้นและฝ่าฝืนต่างหาก

20. และมีชายคนหนึ่งจากสุดหัวเมืองได้มาอย่างรีบเร่ง (*4*)

(1)  มีรายงานกล่าวว่า ชายคนนี้คือ ฮะบีบ อันนัจญาร

[1] [ 2] [ 3] [ 4] [ 5] [ Next]


Designed & Developed By Thai Islamic Global Net Team
Copyright (C) 2008 Alquran-Thai.Com All Rights Reserved