ซูเราะฮฺ        อายะหฺ   
         เลือกซูเราะฮฺ และ/หรืออายะหฺ ที่ต้องการ
คำ,วลี,ข้อความ   
         กรุณาป้อน คำ, วลี หรือบางส่วนของข้อความ ที่ต้องการค้นหา


4. ซูเราะฮฺ อัน-นิซาอฺ (An-Nisaa)
ความหมายโดยสรุป
ซูเราะฮฺ อัน-นิซาอฺ ซูเราะฮฺนี้เป็นซูเราะฮฺ “มะดะนียะฮฺ” คือถูกประทานลงมาหลังจากที่ท่านนะบีได้อพยพไปมะดีนะฮฺแล้ว มี176 อายะฮฺ


1. มนุษยชาติทั้งหลาย ! จงยำเกรงพระเจ้าของพวกเจ้าที่ได้บังเกิดพวกเจ้ามาจากชีวิตหนึ่ง(*1*) และได้ทรงบังเกิดจากชีวิตนั้นซึ่งคู่ครองของเขา(*2*) และได้ทรงให้แพร่สะพัดไปจากทั้งสองนั้น ซึ่งบรรดาชายและบรรดาหญิงอันมากมาย และจงยำเกรงอัลลอฮฺที่พวกเจ้าต่างขอกัน ด้วยพระองค์(*3*) และพึงรักษาเครือญาติ(*4*) แท้จริงอัลลอฮฺทรงสอดส่องดูพวกเจ้าอยู่เสมอ

(1)  คือท่านนะบีอาดัม ซึ่งเป็นมนุษย์คนแรกที่ถูกบังเกิดขึ้นจากดิน
(2)  ได้ทรงให้พระนางเฮาวาฮ์ คู่ครองของท่านนะบีอาดัมเกิดจากท่านนะบีอาดัมเอง
(3)  ต่างขอความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โดยอ้างพระองค์เป็นสักขีพยานในความจำเป็นของเขา
(4)  ให้เอาใจใส่และระมัดระวังในสิทธิและหน้าที่ต่าง ๆ อันพึงมีต่อเครือญาติ มิเช่นนั้นแล้วจะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเครือญาติขาดตอนลง

2. และจงให้แก่บรรดาเด็กกำพร้า ซึ่งทรัพย์สมบัติของพวกเขา(*1*) และจงอย่าเปลี่ยนเอาของเลว ด้วยของดี(*2*) และจงอย่ากินทรัพย์ของพวกเขาร่วมกับทรัพย์ของพวกเจ้า(*3*) แท้จริงมันเป็นบาปอันยิ่งใหญ่

(1)  เมื่อเห็นว่าพวกเขาบรรลุวัยที่สามารถรู้จักใช้เงินและรักษาเงินไว้ได้แล้ว
(2)  จงอย่าเอาทรัพย์ที่ดีของเด็กกำพร้ามาเป็นกรรมสิทธิ์ของตนอันถือเป็นของเลวสำหรับพวกเจ้า เพราะเป็นสิ่งต้องห้าม แล้วให้ทรัพย์ที่เลวร้ายของพวกเจ้าแก่เด็กกำพร้าแทน อันถือเป็นทรัพย์ที่ดีสำหรับพวกเจ้า เพราะเป็นฮะลาลแก่พวกเจ้ากล่าวคือ ทรัพย์ของคนอื่นนั้นแม้ว่าจะเลวสักปานใดก็ตาม แต่ก็ถือว่าเป็นสิ่งดีแก่เรา เพราะเป็นที่ฮะลาลแก่เรา และไม่ทำให้เราได้รับโทษ
(3)  อย่าเอาทรัพย์ของเด็กกำพร้ามาปนกับทรัพย์ของพวกเจ้า แล้วถือโอกาสกินทรัพย์ของพวกเขาไปด้วย

3. และหากพวกเจ้าเกรงว่าจะไม่สามารถให้ความยุติธรรมในบรรดาเด็กกำพร้าได้(*1*) ก็จงแต่งงานกับผู้ที่ดีแก่พวกเจ้า(*2*) ในหมู่สตรี สองคน หรือสามคน หรือสี่คน แต่ถ้าพวกเจ้าเกรงว่าพวกเจ้าจะให้ความยุติธรรมไม่ได้ ก็จงมีแต่หญิงเดียว หรือไม่ก็หญิงที่มือขวาของพวกเจ้าครอบครองอยู่(*3*) นั้นเป็นสิ่งที่ใกล้ยิ่งกว่าในการที่พวกเจ้าจะไม่ลำเอียง

(1)  ถ้าเกรงว่าจะไม่สามารถให้ความยุติธรรมแก่ภรรยาที่เป็นกำพร้าได้ เป็นต้นว่า ไม่สามารถจะเลี้ยงเธอให้อยู่กินดีหรือไม่เอาเงินของเธอไปใช้จ่ายแล้วไซร้ ก็จงอย่าแต่งงานกับหญิงกำพร้า เพราะการไม่ให้ความยุติธรรมแก่เธอ และการกินทรัพย์ของเธอนั้นเป็นบาปใหญ่
(2)  ให้แต่งงานกับหญิงที่มิใช่เป็นกำพร้า ที่พวกเจ้าเห็นดีเห็นชอบจะเป็นสองคน หรือสามคนหรือสี่คนก็ได้ ถ้าสามารถที่จะเลี้ยงนางเหล่านั้นด้วยความเป็นธรรม
(3)  หมายถึงหญิงทาสของพวกเจ้า

4. และจงให้แก่บรรดาหญิงซึ่งมะฮัรของนาง(*1*) ด้วยความเต็มใจ แต่ถ้านางเห็นชอบที่จะให้สิ่งหนึ่งแก่พวกเจ้าจากมะฮัรนั้นแล้ว ก็จงบริโภคสิ่งนั้นด้วยความเอร็ดอร่อยและโอชา

(1)  มะฮัร คือทรัพย์จำนวนหนึ่งที่ฝ่ายชายให้แก่หญิงเป็นการตอบแทนที่นางยินดีเป็นคู่ครอง

5. และจงอย่าให้แก่บรรดาผู้ที่โง่เขลา(*1*) ซึ่งทรัพย์ของพวกเจ้า(*2*) ที่อัลลอฮฺได้ทรงให้เป็นสิ่งค้ำจุนแก่พวกเจ้า(*3*) และจงให้ปัจจัยยังชีพและเครื่องนุ่งห่มแก่พวกเขาในทรัพย์นั้น(*4*) และจงกล่าววาจาแก่พวกเขาอย่างดี

(1)  บรรดาเด็กกำพร้าที่โง่เขลา ซึ่งไม่สามารถจะรักษาทรัพย์ของเขาได้ แม้จะมีมากก็ตาม
(2)  หมายถึงทรัพย์ของเด็กกำพร้าซึ่งอยู่ในมือของพวกเจ้าในฐานะเป็นผู้ปกครอง และการที่อัลลอฮฺทรงระบุว่า “ทรัพย์ของพวกเจ้า” นั้นก็เพื่อพวกเจ้าซึ่งเป็นผู้ปกครองเด็ก จะได้ระมัดระวังรักษาทรัพย์นั้นๆ ประหนึ่งทรัพย์ของตนเอง
(3)  อัลลอฮฺทรงอนุมัติให้พวกเจ้านำเงินของเด็กกำพร้าไปทำการค้าขายได้ เพื่อนำผลกำไรมาจุนเจือความเป็นอยู่ของพวกเจ้า
(4)  ในผลกำไรที่เกิดขึ้นจากทรัพย์นั้น

6. และจงทดสอบบรรดาเด็กกำพร้าดู(*1*) จนกระทั่งพวกเขาบรรลุวัยสมรส ถ้าพวกเจ้าเห็นว่าในหมู่พวกเขานั้นมีไหวพริบรู้ผิดรู้ถูกแล้ว ก็จงมอบทรัพย์ของพวกเขาให้แก่พวกเขาไป และจงอย่ากินทรัพย์นั้นโดยฟุ่มเฟือย และรีบเร่ง(*2*) ก่อนที่พวกเขาจะเติบโต และผู้ใดเป็นผู้มั่งมีก็จงงดเว้นเสีย(*3*) และผู้ใดเป็นผู้ยากจนก็จงกินโดยชอบธรรม(*4*) ครั้นเมื่อพวกเจ้าได้มอบทรัพย์ของพวกเขาให้แก่พวกเขาไปแล้ว ก็จงให้มีพยานยืนยันแก่พวกเขา และเพียงพอแล้วที่อัลลอฮฺเป็นผู้ทรงสอบสวน

(1)  ทดสอบเด็กกำพร้าอยู่เสมอว่า เขามีความเฉลียวฉลาดในการใช้เงินและรักษาเงินแล้วหรือยัง จนกระทั่งถึงวัยสมรส
(2)  ผู้ปกครองเด็กกำพร้าที่ยากจนนั้นได้รับอนุมัติให้ใช้เงินของเด็กกำพร้าได้ แต่อย่าใช้ให้ฟุ่มเฟือย และรีบเร่งใช้เงินก่อนที่พวกเขาจะโต เพราะเมื่อพวกเขาโตแล้ว จะต้องมอบเงินของเด็กกำพร้าให้แก่พวกเขาไป
(3)  ไม่ใช้เงินของเด็กกำพร้าในการครองชีพของเขา
(4)  ไม่ใช้จ่ายเงินของเด็กกำพร้าในการครองชีพโดยชอบธรรม คือเท่าที่มีความจำเป็น

7. สำหรับบรรดาชายนั้น มีส่วนได้รับจากสิ่งที่(*1*)ผู้บังเกิดเกล้าทั้งสอง และบรรดาญาติที่ใกล้ชิดได้ทิ้งไว้ และสำหรับบรรดาหญิงนั้นก็มีส่วนได้รับจากสิ่งที่ผู้บังเกิดเกล้าทั้งสองและบรรดาญาติที่ใกล้ชิดได้ทิ้งไว้ ซึ่งสิ่งนั้นจะน้อยหรือมากก็ตาม เป็นส่วนได้รับที่ถูกำหนดอัตราส่วนไว้

(1)  จากมรดก

8. และบรรดาญาติที่ใกล้ชิด(*1*)และบรรดาเด็กกำพร้า และบรรดาผู้ที่ขัดสนมาร่วมอยู่ด้วยในการแบ่งมรดก ก็จงปันส่วนหนึ่งจากสิ่งนั้น(*2*) ให้เป็นปัจจัยยังชีพแก่พวกเขา และจงกล่าวแก่พวกเขาอย่างดี

(1)  หมายถึงญาติใกล้ชิดที่ไม่มีสิทธิได้รับมรดก เช่น พี่หรือน้องพ่อเดียวกันกับผู้ตาย จะไม่ได้รับมรดกจากผู้ตายในเมื่อผู้ตายมีพี่หรือน้องพ่อแม่เดียวกัน กล่าวคือ พี่น้องพ่อแม่เดียวกันกับผู้ตายนั้นจะกันพี่น้องพ่อเดียวกับผู้ตายมิให้ได้รับมรดกจากผู้ตายเป็นเป็นต้น เพราะพี่น้องพ่อแม่เดียวกันมีสิทธิเหนือกว่า
(2)  จากทรัพย์ที่เป็นมรดก

9. และพึงวิตกเถิด บรรดาผู้ที่หากพวกเขาละทิ้งลูกๆ ที่ยังอ่อนแออยู่ไว้เบื้องหลังของพวกเขา ซึ่งพวกเขากลัวว่าจะมีอันตรายเกิดขึ้นแก่ลูก ๆ ของพวกเขานั้น(*1*) พวกเขาจงเกรงกลัวอัลลอฮฺเถิด และจงกล่าววาจาอย่างเที่ยงตรง

(1)  อัลลอฮฺทรงใช้ให้ผู้ที่ทำหน้าที่เลี้ยงดูเด็กกำพร้าได้วิตก และหวั่นเกรงว่า ถ้าพวกเขาตายไปบ้างและได้ทิ้งลูกเล็ก ๆไว้ซึ่งพวกเขากลัวว่าลูกเล็ก ๆ เหล่านั้นจะไม่ได้รับความปลอดภัยนั้น พวกเขาจะทำอย่างไร? นั่นก็หมายความว่าให้พวกเขาเลี้ยงดูเด็กกำพร้าที่อยู่ในปกครองของตนให้ดีที่สุด เหมือนกับเลี้ยงดูลูก ๆ ของตนเอง เพื่อว่าคนอื่นจะได้เลี้ยงดูลูก ๆ ของตนให้ดีเยี่ยงเดียวกัน ในเมื่อตนได้ทิ้งลูกเล็ก ๆ ไว้และในการที่พวกเขาจะปฏิบัติเช่นนั้นได้นั้นก็ต้องอาศัยความยำเกรงอัลลอฮฺเป็นสำคัญ และใช้วาจาที่ถูกต้องเที่ยงตรง

10. แท้จริงบรรดาผู้ที่กินทรัพย์ของบรรดาเด็กกำพร้าด้วยความอธรรมนั้น แท้จริงพวกเขากินไฟเข้าไปในท้องของพวกเขาต่างหากและพวกเขาก็จะเข้าไปสู่เปลวเพลิง

11. อัลลอฮฺได้ทรงสั่งพวกเจ้าไว้ในลูก ๆของพวกเจ้าว่า สำหรับเพศชายนั้นจะได้รับ(*1*)เท่ากับส่วนได้ของเพศหญิงสองคน แต่ถ้าลูกๆ เป็นหญิงเกินกว่าสองคน(*2*) พวกนางก็จะได้สองในสามของสิ่งที่เขา(*3*)ได้ทิ้งไว้ และถ้าลูกเป็นหญิงคนเดียว(*4*)นางก็จะได้ครึ่งหนึ่ง และสำหรับบิดาและมารดาของเขานั้น แต่ละคนในทั้งสองนั้นจะได้หนึ่งในหกจากสิ่งที่เขา(*5*)ได้ทิ้งไว้หากเขามีบุตร แต่ถ้าเขาไม่มีบุตรและมีบิดามารดาของเขาเท่านั้นที่รับมรดกของเขาแล้ว มารดาของเขาก็ได้รับหนึ่งในสาม ถ้าเขามีพี่น้องหลายคน มารดาของเขาก็ได้รับหนึ่งในหกทั้งนี้หลังจากพินัยกรรมที่เขาได้สั่งเสียมันไว้หรือหลังจากหนี้สิน(*6*)บรรดาบิดาของพวกเจ้าและลูก ๆ ของพวกเจ้านั้น พวกเจ้าไม่รู้ดอกว่าฝ่ายไหนในพวกเขานั้นเป็นผู้ที่มีคุณประโยชน์แก่พวกเจ้าใกล้กว่ากัน ทั้งนี้เป็นบัญญัติที่มาจากอัลลอฮฺ แท้จริงอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงรอบรู้ ผู้ทรงปรีชาญาณ

(1)  จะรับมรดกของบิดาหรือมารดาเท่ากับพี่น้องของเขาที่เป็นหญิงสองคน กล่าวคือ ลูกชายจะได้รับมากกว่าลูกหญิงสองเท่า ทั้งนี้หลังจากจ่ายทรัพย์ไปตามพินัยกรรมและใช้หนี้ใช้สิน และหลังจากผู้มีสิทธิรับมรดกคนอื่นๆ ได้รับกันไปแล้ว
(2)  ลูก ๆ เป็นหญิงทั้งนั้น และมีเกินกว่าสองคน และหมายถึงมีสองคนด้วย ทั้งนี้เนื่องจากอัตราส่วนของลูกหญิงสองคนนั้นมิได้ระบุไว้ ถ้าจะให้แต่ละคนได้รับครึ่งหนึ่งของมรดกเท่ากับที่มีลูกหญิงคนเดียวได้รับแล้ว ก็จะกินมรดกเสียหมดแต่เพียงสองคน ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ด้วยเหตุนี้ จึงให้ลูกหญิงสองคนเข้าอยู่ในอัตราส่วนของลูกหญิงเกินกว่าสองคนด้วย
(3)  หมายถึงพ่อหรือแม่
(4)  มีบุตรเป็นหญิงคนเดียวไม่มีบุตรชาย
(5)  หมายถึงบุตรชายหรือบุตรหญิง
(6)  หลังจากที่ได้จ่ายไปตามพินัยกรรม และใช้หนี้ใช้สินไปแล้ว

12. และสำหรับพวกเจ้านั้นจะได้รับครึ่งหนึ่งของสิ่งที่บรรดาภรรยาของพวกเจ้าได้ทิ้งไว้ หากมิได้ปรากฏว่าพวกนางมีบุตร แต้ถ้าพวกนางมีบุตรพวกเจ้าก็จะได้รับหนึ่งในสี่จากสิ่งที่พวกนางได้สั่งเสียมันไว้ หรือหลังจากหนี้สิน และสำหรับพวกนางนั้นจะได้รับหนึ่งในสี่จากสิ่งที่พวกเจ้าได้ทิ้งไว้ หากมิปรากฏว่าพวกเจ้ามีบุตร พวกนางก็จะได้รับหนึ่งในแปดจากสิ่งที่พวกเจ้าทิ้งไว้ ทั้งนี้หลังจากพินัยกรรมที่พวกเจ้าสั่งเสียมันไว้ หรือหลังจากหนี้สิน และถ้ามีชายคนหนึ่งหรือหญิงคนหนึ่งถูกรับมรดก(*1*)ในฐานะเป็นผู้ที่ไม่มีบิดาและบุตร แต่เขามีพี่ชายหรือน้องชายคนหนึ่ง หรือมีพี่สาวหรือน้องสาวคนหนึ่งแล้ว(*2*) แต่ละคนจากสองคนนั้น(*3*)จะได้รับหนึ่งในหก แต่ถ้าพี่น้องของเขามีมากกว่านั้น(*4*) พวกเขาก็เป็นผู้รับร่วมกันในหนึ่งในสาม ทั้งนี้หลังจากพินัยกรรมที่ถูกสั่งเสียไว้หรือหลังจากหนี้สินโดยมิใช่สิ่งที่นำมาซึ่งผลร้ายใด ๆ(*5*) เป็นคำสั่งที่มาจากอัลลอฮฺ และอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงรอบรู้ผู้ทรงหนักแน่น

(1)  หมายถึงได้เสียชีวิตลง และทิ้งมรดกไว้ให้ทายาทรับ
(2)  หมายถึงพี่ชายหรือน้องชาย พี่สาวหรือน้องสาว แม่เดียวกัน เพราะเป็นพ่อแม่เดียวกัน แล้วพี่ชายหรือน้องชายก็จะได้รับมรดกของเขาทั้งหมด และพี่สาวหรือน้องสาวของเขาก็จะได้รับครึ่งหนึ่ง ดังกล่าวนี้ได้ระบุไว้ในท้ายของซูเราะฮ์
(3)  หมายถึงว่า ถ้ามีพี่น้องผู้ชายคนเดียวก็จะได้หนึ่งในหก หรือมีพี่น้องผู้หญิงคนเดียวก็จะได้หนึ่งในหก
(4)  มีตั้งแต่สองคนขึ้นไป จะเป็นผู้ชายทั้งหมดหรือหญิงทั้งหมดหรือมีทั้งชายและหญิงร่วมกัน ก็จะได้รับเท่า ๆ กันในจำนวนหนึ่งในสามของมรดก
(5)  เป็นต้นว่า ทำพินัยกรรมไว้เกินกว่าหนึ่งในสาม หรือมีการรับรองหนี้สินไว้ เพื่อหนีการรับมรดก จนทรัพย์ที่ทิ้งไว้หมด หรือเกือบหมด

13. เหล่านั้นแหละคือขอบเขต(*1*)ของอัลลอฮฺ และผู้ใดที่เชื่อฟังอัลลอฮฺ และร่อซูลของพระองค์แล้ว พระองค์ก็จะทรงให้เขาเข้าบรรดาสวนสวรรค์ซึ่งมีแม่น้ำหลายสายไหลอยู่เบื้องล่างของมัน โดยที่พวกเขาจะพำนักอยู่ในสวนสวรรค์เหล่านั้นตลอดกาลและนั่นคือชัยชนะอันยิ่งใหญ่

(1)  หมายถึงข้อกำหนดของอัลลอฮฺ

14. และผู้ใดฝ่าฝืนอัลลอฮฺ และร่อซูลของพระองค์ และละเมิดขอบเขตของพระองค์แล้วไซร้ พระองค์ก็จะทรงให้เขาเข้านรก โดยที่เขาจะอยู่ในนรกนั้นตลอดกาล(*1*) และเขาจะได้รับการลงโทษที่ยังความอัปยศให้(แก่เขา)

(1)  หมายถึงผู้ฝ่าฝืนที่เข้าอยู่ในข่ายผู้ปฏิเสธศรัทธา

15. และบรรดาผู้ที่กระทำสิ่งลามก(*1*) จากในหมู่สตรีของพวกเจ้านั้น(*2*) จงให้มีพยานสี่คนของพวกเจ้ายืนยันนางเหล่านั้น(*3*) ถ้าพวกเขายืนยันแล้ว ก็จงกักขังนางเหล่านั้นไว้ในบ้าน จนกว่าความตายจะพรากพวกนาง หรือไม่ก็จะทรงให้มีทางหนึ่งสำหรับพวกนาง(*4*)

(1)  หมายถึงมีชู้กับชายอื่น
(2)  หมายถึงบรรดาภรรยาของพวกเจ้า
(3)  คือยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า ได้รู้เห็นการกระทำลามกของพวกนาง
(4)  ต่อมาอัลลอฮฺก็ให้มีทางหนึ่งแก่พวกนางตามที่พระองค์ได้ทรงแจ้งไว้นั่นก็คือทรงให้เฆี่ยน 100 ที พร้อมกับเนรเทศ1 ปีสำหรับหญิงที่ยังมิได้แต่งงานและให้ขว้างด้วยหินจนตาย สำหรับหญิงที่ผ่านการแต่งงานแล้ว จากรายงานของอุบาดะฮ์บิน อัศ-ซอมิต ว่า ท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า “ท่านทั้งหลายจงเอาจากฉันไป ท่านทั้งหลายจงเอาจากฉันไป แท้จริงอัลลอฮฺได้ทรงให้มีทางหนึ่งแก่พวกนางแล้ว คือ ผู้ที่แต่งงานแล้วกับผู้ที่แต่งงานแล้วนั้นโบยร้อยที แล้วขว้างด้วยก้อนหิน(จนตาย) และผู้ที่ยังไม่เคยแต่งกับผู้ที่ยังไม่เคยแต่งงานนั้น คือโบยร้อยทีแล้วเนรเทศหนึ่งปี”

16. และชายสองคนในหมู่ของพวกเจ้าที่กระทำการลามก(*1*) นั้น พวกเจ้าจงลงโทษเขาเสียทั้งสองคน(*2*) หากทั้งสองสำนึกผิดกลับเนื้อกลับตัวและปรับปรุงแก้ไขแล้ว ก็จงระงับการลงโทษเขาทั้งสองเสีย(*3*) แท้จริงอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงเมตตาเสมอ

(1)  หมายถึงการทำสำเร็จความใคร่ซึ่งกันและกันทางทวารหนัก
(2)  คือให้ลงโทษเขาทั้งสองแล้วแต่จะเห็นสมควร ซึ่งในขณะนั้นได้ใช้คำพูดด่าว่าและประนามอย่างรุนแรง ครั้นเมื่ออายะฮ์ที่ว่าด้วยการลงโทษผู้ทำซินาซึ่งอยู่ในซูเราะฮ์ อัน-นูร ถูกประทานลงมาประกอบด้วยฮะดีษของท่านนะบีที่รายงานโดยอุบาดะฮ์ ดังกล่าวแล้วในฟุตโน๊ตที่ 6 การลงโทษที่สำเร็จความใคร่ทางทวารหนัก จึงถือปฏิบัติเช่นเดียวกับทำซินา
(3)  ให้เลิกด่าว่าและประณามเขาเสีย

17. แท้จริงการสำนึกผิดกลับเนื้อกลับตัวที่อัลลอฮฺจะทรงรับนั้นคือสำหรับบรรดาผู้ที่กระทำความชั่วโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์เท่านั้นแล้วพวกเขาสำนึกผิดกลับเนื้อกลับตัวในเวลาอันใกล้ ชนเหล่านี้และอัลลอฮฺจะทรงอภัยโทษให้แก่พวกเขา และอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงรอบรู้ผู้ทรงปรีชาญาณ

18. การสำนึกผิดกลับเนื้อกลับตัว(ที่อัลลอฮฺจะทรงรับ) นั้นมิใช่สำหรับบรรดาผู้ที่กระทำความชั่วต่างๆ จนกระทั่งเมื่อความตายได้มายังคนหนึ่งคนใดในพวกเขาแล้วเขาก็กล่าวว่า บัดนี้แหละข้าพระองค์ขอสำนึกผิดกลับเนื้อกลับตัว และก็มิใช่สำหรับบรรดาผู้ที่ตาย ในขณะที่พวกเขาเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธาด้วย ชนเหล่านี้เราได้เตรียมไว้แล้วสำหรับพวกเขาซึ่งการลงโทษอันเจ็บแสบ

19. ผู้ศรัทธาทั้งหลาย! ไม่อนุมัติแก่พวกเจ้าการที่พวกเจ้าจะเอาบรรดาหญิงเป็นมรดกด้วยการบังคับ(*1*) และไม่อนุมัติเช่นเดียวกันการที่พวกเจ้าจะขัดขวางบรรดานางเพื่อพวกเจ้าจะเอาบางส่วนของสิ่งที่พวกเจ้าได้ให้แก่พวกนาง(*2*) นอกจากว่าพวกนางจะกระทำสิ่งลามก(*3*) อันชัดแจ้งเท่านั้น และจงอยู่ร่วมกับพวกนางด้วยดี หากพวกเจ้าเกลียดพวกนาง(*4*) ก็อาจเป็นไปได้ว่า การที่พวกเจ้าเกลียดสิ่งหนึ่งขณะเดียวกันอัลลอฮฺก็ทรงให้มีในสิ่งนั้น ซึ่งความดีอันมากมาย

(1)  เอาบรรดาภรรยาของญาติที่ตายมาเป็นมรดกในฐานะเป็นภรรยาของตนด้วยการบังคับ กล่าวคือในสมัยญาฮิลียะฮ์นั้น มีการรับมรดกภรรยาของญาติที่ตายกันในการนี้ ถ้าเราปรารถนานางก็สมรสกับนางโดยปราศจากสินตอบแทน(มะฮัร) ใด ๆ หรือไม่ก็สมรสกับชายอื่น แล้วรับสินตอบแทนเป็นของตนโดยไม่คำนึงว่านางจะพอใจหรือไม่ ครั้นเมื่ออิสลามมาจึงได้ประกาศยกเลิกไม่อนุมัติ
(2)  เช่นเดียวกับในการที่พวกเจ้าไม่ชอบภรรยาของพวกเจ้าแล้วไม่ยอมหย่า ทั้งๆ ที่พวกเจ้าก็ไม่ปรารถนาในตัวนางทั้งนี้เพื่อขัดขวางทางมิให้แต่งงานกับชายอื่น เป็นการทรมานนางเพื่อให้นางไถ่ตัวนางด้วยบางส่วนของมะฮัร ที่พวกเจ้าให้แก่นาง ดังกล่าวนี้เป็นสิ่งที่กระทำกันในสมัยญาฮิลีญะฮ์แล้วอิสลามก็ไม่อนุญาติให้กระทำ
(3)  กล่าวคือถ้าภรรยามีชู้เป็นที่ประจักษ์ชัดเจนก็อนุญาติให้ปฏิบัติแก่นางดังกล่าวได้
(4)  หมู่ภรรยาของพวกเจ้า

20. และหากพวกเจ้าต้องการเปลี่ยนคู่ครองคนหนึ่งแทนที่ของคู่ครองอีกคนหนึ่ง(*1*) และพวกเจ้าได้ให้แก่นางหนึ่งในหมู่นางเหล่านั้น(*2*) ซึ่งทรัพย์อันมากมายก็ตาม ก็จงอย่าได้เอาสิ่งใดจากทรัพย์นั้นคืน(*3*) พวกเจ้าจะเอามันคืนด้วยการอุปโลกน์ความเท็จและการกระทำบาปอันชัดเจนกระนั้นหรือ(*4*)

(1)  ต้องการแต่งงานกับคนใหม่ แทนภรรยาคนเก่าที่พวกเจ้าจะทิ้งนางไปโดยที่นางมิได้บกพร่องแต่อย่างใด เพียงแต่พวกเจ้าไม่ชอบนางเท่านั้นหรือเห็นหญิงอื่นดีกว่า
(2)  หมู่ภรรยาของพวกเจ้า
(3)  จะด้วยวิธีใดก็ตาม เพราะนางมิใช่เป็นผู้ผิด
(4)  ด้วยการอุปโลกน์ความเท็จให้แก่นางว่านางประพฤติชั่ว ทั้งๆ ที่นางเป็นผู้บริสุทธิ์ อันเป็นการกระทำบาปอันชัดเจนกระนั้นหรือ?

[1] [ 2] [ 3] [ 4] [ 5] [ 6] [ 7] [ 8] [ 9] [ Next]


Designed & Developed By Thai Islamic Global Net Team
Copyright (C) 2008 Alquran-Thai.Com All Rights Reserved