ซูเราะฮฺ        อายะหฺ   
         เลือกซูเราะฮฺ และ/หรืออายะหฺ ที่ต้องการ
คำ,วลี,ข้อความ   
         กรุณาป้อน คำ, วลี หรือบางส่วนของข้อความ ที่ต้องการค้นหา


46. ซูเราะฮฺ อัลอะฮฺก็อฟ (Al-Ahqaf)
ความหมายโดยสรุป ของซูเราะฮฺนี้


1. ฮามีม (*1*)

(1)  ซูเราะฮฺนี้เป็นซูเราะห์ที่เจ็ดซูเราะฮฺสุดท้ายที่เริ่มด้วยอักษรฮามีม และเรียกว่า ฮามีมทั้งเจ็ด หรือตระกูลฮามีม

2. การประทานลงมาของคัมภีร์นี้จากอัลลอฮฺ ผู้ทรงอำนาจ ผู้ทรงปรีชาญาณ (*1*)

(1)  อัลกุรอานนี้ถูกประทานลงมาจากอัลลอฮฺ ผู้ทรงอำนาจในการปกครองของพระองค์ ผู้ทรงปรีชาญาณในการกระทำของพระองค์

3. เรามิได้สร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน และสิ่งที่อยู่ระหว่างทั้งสองเพื่ออื่นใดเว้นแต่ด้วยความจริง และวาระที่ถูกกำหนดไว้ แต่บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาเป็นผู้ผินหลังให้จากสิ่งที่พวกเขาถูกตักเตือน (*1*)

(1)  คือเรามิได้สร้างทั้งสองและสิ่งที่อยู่ในมันโดยไร้ประโยชน์ แต่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อเคล็ดลับและเป็นการชี้บ่งถึงความเป็นเอกภาพของเรา และเดชานุภาพอันสมบูรณ์ของเรา และวาระที่ถูกกำหนดไว้คือวาระแห่งการสูญสลายมันทั้งสองนั้นคือวันกิยามะฮฺ แต่พวกกุฟฟารเหล่านั้นผินหลังให้กับสิ่งที่พวกเขาได้รับการตักเตือนว่าจะมีการลงโทษโดยที่พวกเขามิได้ใคร่ครวญและเตรียมตัวเพื่อเผชิญหน้ากับวันแห่งการตอบแทน

4. จงกล่าวเถิด มุฮัมมัด พวกท่านไม่เห็นดอกหรือ สิ่งที่พวกท่านวิงวอนขออื่นจากอัลลอฮฺ จงแสดงให้ข้าเห็นซิว่าพวกมันได้สร้างอะไรในแผ่นดินนี้ หรือว่าพวกมันมีส่วนร่วมใน (การสร้าง) ชั้นฟ้าทั้งหลาย จงนำคัมภีร์ก่อนหน้านี้มาให้ข้าดูซิ หรือจงแสดงร่องรอยแห่งความรู้ (ที่เป็นหลักฐานยืนยันในการนี้) หากพวกท่านเป็นผู้ซื่อสัตย์จริง (*1*)

(1)  จงกล่าวแก่พวกมุชริกีนว่า พวกท่านจงบอกฉันซิว่า รูปปั้นหรือเจว็ดที่พวกท่านเคารพบูชาอยู่นั้นพวกมันได้สร้างอะไรให้เป็นประจักษ์พยานหรือเป็นรูปธรรม หรือพวกมันมีส่วนร่วมกับอัลลอฮฺในการสร้างชั้นฟ้าต่าง ๆ ขอให้พวกท่านนำหลักฐานจากคัมภีร์สักฉบับหนึ่งที่ใช้ให้พวกท่านเคารพบูชารูปปั้นเหล่านี้ หากพวกท่านเป็นผู้สัตย์จริงในคำกล่าวอ้างของพวกท่าน

5. และใครเล่าจะหลงทางมากไปกว่าผู้ที่วิงวอนขออื่นจากอัลลอฮฺที่มันจะไม่ตอบรับ (การวิงวอนของ) เขาจนถึงวันกิยามะฮฺ และพวกมันเฉยเมยต่อการวิงวอนขอของพวกเขา (*1*)

(1)  ไม่มีผู้ใดที่จะหลงทางและโง่ยิ่งไปกว่าผู้ที่เคารพบูชารูปปั้นหรือเจว็ดที่มันไม่ได้ยินการวิงวอนขอของพวกเขาไปจนกระทั่งวันกิยามะฮฺ และพวกมันก็ไม่ได้ยินและไม่เข้าใจคำวิงวอนของพวกเขาเช่นกัน

6. และเมื่อมนุษย์ถูกรวมให้มาชุมนุมกัน พวกมัน (เจว็ด) จะเป็นศัตรูกับพวกเขาและจะเป็นผู้ปฏิเสธการเคารพบูชาของพวกเขา (*1*)

(1)  และเมื่อมนุษย์ถูกนำมาให้ชุมนุมกันเพื่อการสอบสวนในวันกิยามะฮฺ บรรดาเจว็ดจะเป็นศัตรูกับพวกเขา และมันจะปลีกตัวจากการเคารพบูชาของพวกเขา

7. และเมื่ออายาตต่าง ๆ อันชัดแจ้งของเรา ถูกสาธยายแก่พวกเขา บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาได้กล่าวเกี่ยวกับสัจธรรม(อัลกุรอาน) ที่ได้มีมายังพวกเขาว่า นี่คือมายากลอย่างชัดแจ้ง (*1*)

(1)  เมื่ออายาตอัลกรุอานถูกอ่านแก่พวกเขา ซึ่งเป็นอายาตที่ชัดแจ้งเป็นพระดำรัสมาจากอัลลอฮฺพวกปฏิเสธศรัทธา กล่าวเกี่ยวกับอัลกุรอานที่มาจากอัลลอฮฺว่า นี่คือมายากลอย่างไม่ต้องสงสัย

8. หรือพวกเขากล่าวว่า เขา (มุฮัมมัด) ได้ปั้นแต่งอัลกุรอานนั้น จงกล่าวเถิดมุฮัมมัด ถ้าฉันได้ปั้นแต่งอัลกุรอานขึ้นพวกท่านก็ไม่มีอำนาจอันใดที่จะช่วยเหลือฉันได้จาก (การลงโทษของ) อัลลอฮฺ พระองค์ทรงรู้ดียิ่งถึงสิ่งที่พวกท่านกำลังง่วนอยู่ในเรื่องนี้ พอเพียงแล้วที่พระองค์ทรงเป็นพยานระหว่างฉันกับพวกท่าน และพระองค์เป็นผู้ทรงอภัย ผู้ทรงเมตตาเสมอ (*1*)

(1)  หรือพวกเขากล่าวว่ามุฮัมมัดได้ปั้นแต่งอัลกุรอานขึ้นจากตัวของเขาเอง มุฮัมมัดจงกล่าวแก่พวกเขาว่า สมมติว่าฉันได้ปั้นแต่งหรือเรียบเรียงอัลกุรอานขึ้นจริง พวกท่านก็ไม่สามารถที่จะปกป้องฉันให้พ้นจากการลงโทษของอัลลอฮฺได้ ทำไมเล่าฉันจะกุเรื่องขึ้นเพื่อเห็นแก่พวกท่าน และฉันต้องเผชิญกับการลงโทษของพระองค์? พระองค์ทรงรู้ดียิ่งถึงสิ่งที่พวกท่านกำลังง่วนกันอยู่ในเรื่องของอัลกุรอาน โดยกล่าวว่าเป็นกวีเป็นมายากล เป็นการปั้นแต่งและอื่นจากนี้ เป็นการพอเพียงแล้วที่พระองค์ทรงเป็นพยานว่า ฉันเป็นผู้สัจจะและเป็นผู้เผยแพร่ศาสนาของพระองค์ และทรงเป็นพยานว่าพวกท่านดื้อรั้นและปฏิเสธศรัทธา

9. จงกล่าวเถิดมุฮัมมัด ฉันมิได้เป็นคนแรกในบรรดาร่อซูล และฉันไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นแก่ฉันและแก่พวกท่าน ฉันมิได้ปฏิบัติตามสิ่งใดนอกจากสิ่งที่ถูกวะฮียฺให้แก่ฉัน และฉันมิใช่ใครอื่นนอกจากเป็นผู้ตักเตือนอันชัดแจ้ง (*1*)

(1)  คือฉันมิได้เป็นร่อซูลคนแรกของโลก และฉันมิได้นำเรื่องใดมา โดยที่มิได้มีผู้ใดก่อนหน้าฉันนำมาก่อนแล้ว คือได้มีบรรดาร่อซูลก่อนหน้าฉันได้ทำหน้าที่นี้มาก่อนแล้ว ฉันไม่รู้ว่าสิ่งที่อัลลอฮฺทรงกำหนดไว้ให้แก่ฉันและแก่พวกท่านมีอะไรบ้าง ? เพราะกฎสภาวะของอัลลอฮฺนั้นเป็นสิ่งเร้นลับ และฉันจะไม่ปฏิบัติตามสิ่งใดนอกจากสิ่งที่อัลลอฮฺทรงประทานวะฮียฺให้แก่ฉัน และฉันนั้นคือร่อซูลผู้ตักเตือนพวกท่านถึงการลงโทษของอัลลอฮฺ

10. จงกล่าวเถิดมุฮัมมัด พวกท่านไม่เห็นดอกหรือว่า ถ้าหากอัลกุรอานมาจากอัลลอฮฺและพวกท่านปฏิเสธอัลกุรอานนั้น ทั้ง ๆ ที่มีพยานคนหนึ่งจากวงศ์วานของอิสรออีลเป็นพยานต่อลักษณะเช่นเดียวกัน (คือคัมภีร์อัตเตารอฮฺ)แล้วเขาก็ศรัทธาแต่พวกท่านยังดื้อรั้นหยิ่งยะโส แท้จริงอัลลอฮฺจะไม่ทรงชี้แนะทางแก่หมู่ชนผู้อธรรม (*1*)

(1)  มุฮัมมัดจงกล่าวแก่พวกมุชริกีนว่า พวกท่านจงบอกฉันซิว่า สภาพของพวกท่านจะเป็นเช่นไร ถ้าหากอัลกุรอานมาจากอัลลอฮฺ และพวกท่านได้ปฏิเสธศรัทธาต่อัลกุรอานทั้ง ๆ ที่มีพยานคนหนึ่งจากวงศ์วานของอิสรออีล คืออัลดุลอฮฺ อิบนฺซัลลาม เป็นพยานรับรองความเป็นจริงของอัลกุรอาน แล้วเขาก็ศรัทธาต่อัลกุรอานแต่พวกท่านหยิ่งยะโส ไม่ยอมศรัทธา ดังนั้นสภาพของพวกท่านจะเป็นเช่นไร พวกท่านมิใช่เป็นผู้หลงทางที่สุดและอธรรมที่สุดดอกหรือ ?

11. และบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาได้กล่าวแก่บรรดาผู้ศรัทธาว่า หากว่าอัลกุรอานนี้มีความดี พวกเขา (ผู้ศรัทธา) ก็จะไม่รุดหน้าไปยังอัลกุรอานก่อนเราเป็นแน่ และโดยที่พวกเขา (พวกปฏิเสธศรัทธา) มิได้รับการชี้แนะทางด้วยอัลกุรอาน ดังนั้นพวกเขาจึงกล่าวว่า นี่คือเรื่องโกหกแต่ดั้งเดิม (*1*)

(1)  พวกกุฟฟารมักกะฮฺได้กล่าวแก่บรรดาผู้ศรัทธาว่า หากว่าอัลกุรอานนี้และศาสนาเป็นความดีบรรดาคนยากจนผู้อ่อนแอเหล่านี้จะไม่ล้ำหน้าเราไปยังอัลกุรอานก่อนเราเป็นแน่ หมายถึง บิลาล อัมมารฺ ศุไฮบศ๊อบบ๊าบ และคนอื่น ๆ และเมื่อพวกเขามิได้ถูกชี้นำด้วยอัลกุรอานทั้ง ๆ ที่เป็นที่ชัดแจ้งถึงการเป็นปาฏิหาริย์ของอัลกุรอาน พวกเขาจึงกล่าวว่า นี้คือเรื่องโกหกในอดีตที่มาจากโบราณกาล มุฮัมมัดได้นำมาและได้อ้างว่ามาจากอัลลอฮฺ

12. และก่อนหน้านี้ (อัลกุรอาน) มีคัมภีร์ของมูซาเป็นแบบอย่างและความเมตตา และนี่อัลกุรอานเป็นคัมภีร์ที่ยืนยันเป็นภาษาอาหรับเพื่อตักเตือนบรรดาผู้กระทำความผิด และเป็นข่าวดีสำหรับผู้กระทำความดี (*1*)

(1)  ก่อนหน้าอัลกุรอานนี้มีคัมภีร์อัตเตารอฮของมูซา ซึ่งเป็นแบบอย่างในการยึดถือปฏิบัติของพวกท่าน และในคัมภีร์นั้นก็ได้บอกข่าวถึงการมาเป็นร่อซูลของมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และอัลกุรอานนี้เป็นคัมภีร์ยิ่งใหญ่ยืนยันถึงบรรดาคัมภีร์ฉบับก่อน ๆ อัลกุรอานเป็นคัมภีร์ภาษาอาหรับเพื่อตักเตือนพวกกุฟฟารมักกะฮฺ ผู้ทรงอธรรมถึงการลงโทษด้วยไฟนรก และแจ้งข่าวดีบรรดามุอฺมิน ผู้กระทำความดีด้วยสวนสวรรค์อันสุขสำราญ

13. แท้จริงบรรดาผู้ที่กล่าวว่า อัลลอฮฺคือ พระเจ้าของพวกเรา แล้วพวกเขาก็ยืนหยัด (ปฏิบัติ) ตามคำกล่าวนั้น จะไม่มีความหวาดกลัวใด ๆ แก่พวกเขา และพวกเขาก็จะไม่เศร้าสลดใจ (*1*)

(1)  คือบรรดาผู้ที่มีคุณลักษณะประกอบด้วยการศรัทธา การให้ความเป็นเอกภาพแด่อัลลอฮฺ และตั้งจิตมั่นคงตามคำกล่าวนั้น ในวันกิยามะฮฺสิ่งไม่ดีงามและที่น่าเกลียดชังจะไม่ประสบแก่พวกเขา พวกเขาจะไม่มีความหวาดกลัวและความเศร้าสลดเสียใจใด ๆ ต่อสิ่งที่พวกเขาได้กระทำความดีด้วยสวนสวรรค์อันสุขสำราญ

14. ชนเหล่านั้นคือชาวสวนสวรรค์ พวกเขาเป็นผู้พำนักอยู่ในนั้นตลอดกาล เป็นการตอบแทนที่พวกเขาได้กระทำไว้(*1*)

(1)  บรรดามุอฺมินผู้มีคุณธรรม โดยยึดมั่นอยู่ในศาสนาของพวกเขา เขาเหล่านั้นคือชาวสวรรค์ เป็นผู้พำนักอยู่ในนั้นตลอดกาล พวกเขาได้รับความสุขสำราญเช่นนั้น เป็นการตอบแทนแก่พวกเขาต่อการกระทำความดีของพวกเขานั่นเอง

15. และเราได้สั่งเสียมนุษย์ให้ทำดี ต่อบิดามารดาของเขา มารดาของเขาได้อุ้มครรภ์เขาด้วยความเหนื่อยยาก และได้คลอดเขาด้วยความเจ็บปวด และการอุ้มครรภ์เขาและการหย่านมของเขาในระยะเวลาสามสิบเดือน จนกระทั่งเมื่อเขาบรรลุวัยฉกรรจ์ของเขาและมีอายุถึงสี่สิบปี เขาจะกล่าววิงวอนว่า ข้าแต่พระเจ้าของเข้าพระองค์ขอพระองค์ทรงโปรดประทานแก่ข้าพระองค์ เพื่อให้ข้าพระองค์ขอบคุณต่อความโปรดของพระองค์ท่าน ซึ่งพระองค์ท่านได้ทรงโปรดปรานแก่ข้าพระองค์และบิดามารดาของข้าพระองค์ และให้ข้าพระองค์ทำความดีเพื่อให้ความดีเกิดขึ้นในลูกหลานของข้าพระองค์ แท้จริงข้าพระองค์ขอลุแก่โทษต่อพระองค์ และแท้จริงข้าพระองค์อยู่ในหมู่ผู้นอบน้อม (*1*)

(1)  ในเมื่อความโปรดปรานของอัลลอฮฺอยู่ที่ความพอใจของบิดามารดา และความกริ้วของพระองค์อยู่ที่ความไม่พอใจของท่านทั้งสอง ดังนั้นเราจึงใช้มนุษย์อย่างหนักแน่นให้ทำความดีต่อบิดามารดา เพราะมารดาของเขาได้อุ้มครรภ์และคลอดเขาด้วยความเหนื่อยยากและเจ็บปวด ระยะเวลาตั้งแต่อุ้มครรภ์จนกระทั้งหย่านมเป็นเวลาถึง 2ปีครึ่ง ครั้นเมื่อเขาเจริญเติบโตมีอายุบรรลุวัยหนุ่มฉกรรจ์คือ 40 ปี เขาจะวิงวอนขอต่ออัลลอฮฺ 3 ประการ คือ 1. ขอให้อัลลอฮฺทรงประทานความสำเร็จให้แก่เขา เพื่อขอบคุณต่อความโปรดปรานของพระองค์ที่ประทานให้แก่เขาและบิดามารดาของเขา คือความโปรดปรานแห่งการอีมาน การเตาฮีดและอิสลาม2. ขอให้พระองค์ทรงประทานความสำเร็จให้แก่เขาด้วยการจงรักภักดีที่เป็นที่พอพระทัย ณ ที่อัลลอฮฺ3. และทรงให้ความดีเกิดขึ้นในหมู่ลูกหลานของเขา

16. ชนเหล่านี้คือ บรรดาผู้ที่เรารับรองส่วนที่ดียิ่งจากพวกเขา ซึ่งพวกเขาได้ปฏิบัติไว้ และเราจะละเลยความผิดต่าง ๆของพวกเขาโดยอยู่ร่วมกับชาวสวรรค์ เป็นการสัญญาแห่งความจริงซึ่งพวกเขาได้ปฏิบัติไว้ และเราจะละเลยความผิดต่าง ๆของพวกเขาโดยอยู่ร่วมกับชาวสวรรค์ เป็นการสัญญาแห่งความจริงซึ่งพวกเขาได้ถูกสัญญาไว้(*1*)

(1)  ชนเหล่านั้นเรารับรองการจงรักภักดีของพวกเขา และเราจะตอบแทนการงานที่ดีของพวกเขาด้วยสิ่งที่ดียิ่งกว่า และเราอภัยโทษความผิดต่าง ๆ ของพวกเขาโดยให้อยู่ร่วมกับชาวสวรรค์ซึ่งได้ยกย่องให้เกียรติแก่พวกเขาด้วยการอภัยโทษ ซึ่งเราได้สัญญาไว้ด้วยความสัตย์ผ่านทางบรรดาร่อซูลของเรา

17. และผู้ที่กล่าวแก่บิดามารดาของเขา ว่า อุ๊ฟ แก่ท่านทั้งสอง ท่านทั้งสองขู่ฉันว่าฉันจะถูกให้ออกมาฟื้นคืนชีพอีกกระนั้นหรือ ? ทั้ง ๆ ที่หลายศตวรรษก่อนหน้าฉันได้ล่วงลับไปแล้ว และเขาทั้งสองร้องขอความช่วยเหลือต่ออัลลอฮฺ พลางกล่าวแก่ลูกว่า ความหายนะ จงประสบแก่เจ้า จงศรัทธาเถิด แท้จริงสัญญาของอัลลอฮฺนั้นเป็นความจริง แล้วเขาก็พูดว่า เรื่องนี้มิใช่อะไรอื่นนอกจากเป็นนิยายเหลวไหลสมัยก่อนเท่านั้น

18. ชนเหล่านี้คือ บรรดาผู้ที่พระดำรัส (แห่งการลงโทษ) เป็นที่คู่ควรแก่พวกเขาที่จะเข้าร่วมอยู่กับหมู่ชนต่าง ๆ แห่งพวกญินและมนุษย์ที่ได้ล่วงลับไปก่อนพวกเขา แท้จริงพวกเขาเป็นผู้ขาดทุน (*1*)

(1)  ชนเหล่านั้นเป็นอาชญากรที่คู่ควรแก่พระดำรัสของอัลลอฮฺที่ว่า พวกเขาเป็นชาวนรก ซึ่งจะอยู่รวมกับชาวนรกทั้งหลายของประชาชาติในอดีตที่ได้ล่วงลับไปแล้วแห่งพวกญินและมนษย์ พวกเขาเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธาจะประสบกับการขาดทุนในโลกอาคิเราะฮฺ

19. และสำหรับทุกกลุ่มย่อมมีลำดับชั้นตามที่พวกเขาได้กระทำไว้ และพระองค์จะทรงตอบแทนพวกเขาอย่างครบถ้วนตามผลงานของพวกเขา โดยที่พวกเขาจะไม่ถูกอยุติธรรม (*1*)

(1)  มุอฺมินแต่ละคน และกาฟิรแต่ละคนย่อมมีลำดับชั้นหรือตำแหน่งของแต่ละคนที่ได้กระทำไว้ ลำดับชั้นของบรรดามุอฺมินในสวนสวรรค์ย่อมสูงขึ้น ส่วนลำดับชั้นของบรรดากาฟิรในนรกย่อมต่ำลง พระองค์จะตอบแทนการกระทำของพวกเขาอย่างครบถ้วนไม่ขาดและไม่เกิน ทั้งนี้ตามผลงานของแต่ละคนอย่างยุติธรรม

20. และวันที่บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาจะถูกนำมาอยู่ต่อหน้าไฟนรก (จะมีเสียงกล่าวแก่พวกเขาว่า) พวกเจ้าได้เอาสิ่งดีงามทั้งหลายของพวกเจ้าในโลกดุนยาไปแล้ว และพวกเจ้าได้มีความสำราญกับมันแล้ว ฉะนั้นวันนี้พวกเจ้าจะได้รับการตอบแทนด้วยการลงโทษอันอัปยศ เนื่องด้วย พวกเจ้าหยิ่งยะโสในแผ่นดินโดยไม่เป็นธรรมและเนื่องด้วยพวกเจ้าฝ่าฝืน (*1*)

(1)  ในวันกิยามะฮฺบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาจะถูกนำมาอยู่ต่อหน้าไฟนรกและพวกเขาจะมองดูไปที่มันซึ่งกำลังลุกไหม้อยู่ จะมีเสียงกล่าวแก่พวกเขาว่า ความดีงามทั้งหลายของพวกเจ้าได้หมดไปแล้ว และพวกเจ้าได้รับความสุขสำราญในโลกดุนยากันแล้ว ในวันนี้ส่วนได้ของพวกเจ้าไม่มีเหลือไว้เพื่อเป็นการตอบแทนนอกจากการลงโทษอันอัปยศและต่ำต้อย เพราะการหยิ่งยะโสของพวกเจ้าต่อการอีมานและการจงรักภักดีและด้วยการกระทำที่เป็นการฝ่าฝืนบทบันญัติของพวกเจ้า

[1] [ 2] [ Next]


Designed & Developed By Thai Islamic Global Net Team
Copyright (C) 2008 Alquran-Thai.Com All Rights Reserved