ซูเราะฮฺ        อายะหฺ   
         เลือกซูเราะฮฺ และ/หรืออายะหฺ ที่ต้องการ
คำ,วลี,ข้อความ   
         กรุณาป้อน คำ, วลี หรือบางส่วนของข้อความ ที่ต้องการค้นหา


49. ซูเราะฮฺ อัลหุญร๊อต (Al-Hujurat)


1. โอ้ศรัทธาชนทั้งหลาย ! พวกเจ้าอย่าได้ล้ำหน้า (ในการกระทำใด ๆ) เมื่ออยู่ต่อหน้าอัลลอฮฺ และร่อซูลของพระองค์ (*1*) พวกเจ้าจงยำเกรงอัลลอฮฺเถิด แท้จริงอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงรอบรู้

(1)  คืออย่าได้เสนอแนะกิจการใด ๆ ขึ้นมาเทียบเคียงหรือเหนือกว่าคำตรัสของอัลลอฮฺ ตะอาลา และคำกล่าวของร่อซูลของพระองค์ ไม่ว่าข้อเสนอนั้น ๆ จะเป็นเรื่องส่วนตัว การดำเนินชีวิตหรือเรื่องเกี่ยวกับศาสนา และอย่าได้แสดงความคิดเห็นหรือตัดสินชี้ขาดเรื่องใด ๆ ก่อนที่จะกลับไปทบทวนดูคำตรัสของอัลลอฮฺ ตะอาลา และคำกล่าวของท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม อายะฮฺนี้ได้กำหนดหลักการที่สำคัญยิ่งของอิสลาม คือข้อชี้ขาดตัดสินในกรณีใด ๆ ก็ตาม เป็นสิทธิเด็ดขาดของอัลลอฮฺ ตะอาลา แต่เพียงองค์เดียว ไม่มีการท้วงติงหรือวิพากษ์วิจารณ์ในข้อตัดสิน หรือข้อใช้ข้อห้ามของพระองค์ เพราะพระองค์ทรงเป็นผู้ชี้ขาดตัดสินที่เที่ยงธรรมที่สุด

2. โอ้ศรัทธาชนทั้งหลาย! พวกเจ้าอย่าได้ยกเสียงของพวกเจ้าเหนือเสียงของอัลนะบี (*1*) และอย่าพูดเสียงดังกับเขา (มุฮัมมัด) เยี่ยงการพูดเสียงดังของบางคนของพวกเจ้ากับอีกบางคน (*2*) เพราะ (เกรงว่า) การงานต่าง ๆ ของพวกเจ้าจะสูญเสียไป โดยที่พวกเจ้าไม่รู้สึกตัว

(1)  คือเมื่อพวกท่านพูดกับท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จงลดเสียงของพวกท่านลงอย่ายกเสียงให้เหนือกว่าเสียงของท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
(2)  คือขณะที่พวกท่านพูดกับท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม อย่ายกเสียงให้ดังเหมือนกับที่พวกท่านพูดระหว่างกัน และอย่างเรียกท่านด้วยชื่อหรือสมญาของท่านเหมือนกับพวกท่านเรียกระหว่างกัน เช่นเรียกท่านว่า โอ้มุฮัมมัด แต่จงเรียกท่านว่า โอ้ท่านนะบีของอัลลอฮ. โอ้ท่านร่อซูลุลลอฮ. เป็นการยกย่องให้เกียรติแก่ท่าน

3. แท้จริงบรรดาผู้ที่ลดเสียงของพวกเขา ณ ที่ร่อซูลุลลอฮฺนั้น ชนเหล่านั้น คือบรรดาผู้ที่อัลลอฮฺทรงทดสอบจิตใจของพวกเขาเพื่อความยำเกรง (*1*) สำหรับพวกเขาจะได้รับการอภัยโทษและรางวัลอันใหญ่หลวง (*2*)

(1)  บรรดาผู้ที่ลดเสียงของพวกเขาเมื่ออยู่ต่อหน้าท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ชนเหล่านั้น อัลลอฮฺทรงทำให้จิตใจของพวกเขาบริสุทธิ์เพื่อการยำเกรง และเพื่อฝึกจิตใจให้เป็นลักษณะประจำตัว
(2)  คือในวันอาคิเราะฮฺ

4. แท้จริงบรรดาผู้ส่งเสียงเรียกเจ้าทางเบื้องหลังห้องหับเหล่านั้น ส่วนใหญ่ของพวกเขาไม่ใช้สติปัญญา (*1*)

(1)  อัลลอฮ. ตะอาลา ทรงกล่าวประณามอาหรับชาวชนบทที่ไม่มีมรรยาทใน การเรียกท่านร่อซูลุลลอฮ. ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ทางเบื้องหลังห้องหับ ซึ่งเป็นที่พำนักของบรรดาภริยาของท่านนะบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยลัยฮิวะซัลลัม

5. และหากว่าพวกเขาอดทนไว้จนกว่าเจ้าจะออกมาหาพวกเขาแล้ว แน่นอนมันย่อมเป็นการดีสำหรับพวกเขา(*1*) และอัลลอฮ.เป็นผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงเมตตาเสมอ

(1)  อัลบัยฎอวีย์กล่าวว่า กล่าวกันว่า ผู้ที่ตะโกนเรียกท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม คือ“อุยัยนะฮ. อิบน.หุศ็อยน.” และ “อัลอั๊กเราะฮ. อิบน. ฮาบิส” ซึ่งเป็นตัวแทนจากบะนีตะมีมจำนวน 70 คนได้เข้ามาหาท่านร่อซูลุลลอฮ. ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เวลาบ่าย ขณะที่ท่านนอนพักผ่อนอยู่

6. โอ้ศรัทธาชนทั้งหลาย ! หากคนชั่วนำข่าวใดๆ มาแจ้งแก่พวกเจ้า พวกเจ้าก็จงสอบสวนให้แน่ชัด (*1*) หาไม่แล้วพวกเจ้าก็จะก่อเคราะห์กรรมแก่พวกหนึ่งโดยไม่รู้ตัว แล้วพวกเจ้าจะกลายเป็นผู้เสียใจในสิ่งที่พวกเจ้าได้กระทำไป

(1)  คือเมื่อคนชั่วช้า (ฟาซิก) คือคนที่ไม่เป็นที่น่าไว้วางใจในความซื่อสัตย์ และความยุติธรรม นำข่าวมาแจ้งแก่ท่าน ก็จงสอบสวนให้เป็นที่แจ้งชัดแน่นอนเสียก่อน หาไม่แล้วอาจจะก่อให้เกิดโศกนาฎกรรมในเรื่องนั้น ๆ นักตัฟซีรกล่าวว่า อายะฮฺนี้ถูกประทานลงมาในเรื่องราวของอัลวะลีด อิบนฺ อุกบะฮฺ อิบนฺ อะบีมุอีฎ เมื่อท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ใช้ให้ไปรวบรวมซะกาตจากบะนีมุศฎ้อลิก เมื่ออัลวะลีดเดินทางไปถึงหมู่บ้านดังกล่าว ชาวบ้านออกมาต้อนรับ แต่อัลวะลีดเข้าใจผิดคิดว่าชาวบ้านออกมาเพื่อจะมาทำร้ายเขา จึงรีบเดินทางกลับเพื่อแจ้งข่าวแก่ท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม แต่ท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ใช้วิจารณญาณ โดยส่งคอลิด อิบนุลวะลีด ไปสอบสวนข้อเท็จจริง ปรากฎว่าเหตุการณ์หาได้เป็นตามที่อัลวะลีดรายงานไม่ อายะฮฺนี้จึงถูกประทานลงมาเพื่อเป็นการยืนยันความถูกต้องของบะนีมุศฎ้อลิก

7. และพวกเจ้าพึงรู้เถิดว่า ในหมู่พวกเจ้านั้นมีร่อซูลของอัลลอฮฺอยู่ หากเขา(มุฮัมมัด) เชื่อฟังพวกเจ้าในส่วนใหญ่ของกิจการแล้ว แน่นอนพวกเจ้าก็จะลำบากกัน (*1*) แต่อัลลอฮฺทรงให้การศรัทธาเป็นที่รักแก่พวกเจ้า และทรงให้การปฏิเสธศรัทธา และความชั่วช้าและการฝ่าฝืนเป็นที่น่าเกลียดชังแก่พวกเจ้า (*2*) ชนเหล่านั้นคือพวกที่ดำเนินอยู่ในแนวทางที่ถูกต้อง

(1)  อิบนฺกะซีรกล่าวว่า พึงรู้เถิดว่าในหมู่บ้านพวกท่านนั้นมีท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม อยู่ด้วย พวกท่านจงยกย่องให้เกียรติท่าน เพราะท่านย่อมรู้ดีถึงผลประโยชน์ของพวกท่าน และมีความห่วงใยพวกท่านมากกว่าตัวของพวกท่านเอง หากท่านเชื่อฟังพวกท่านในทุกสิ่งที่พวกท่านเห็นชอบแล้วจะทำให้พวกท่านได้รับความลำบากกัน
(2)  การที่อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงประทานความโปรดปรานแห่งการศรัทธาให้แก่พวกเจ้าและจะได้ทรงให้มันประดับมั่นอยู่ในดวงใจ และทรงให้การปฏิเสธศรัทธา ความชั่วช้า และการฝ่าฝืนเป็นที่เกลียดชังแก่พวกเจ้านั้น นับได้ว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่แก่ปวงบ่าวของพระองค์ ดังนั้นมุอฺมินทุกคนจะต้องรำลึกถึงบุญคุณอันนี้

8. มันเป็นคุณธรรมและความโปรดปรานจากอัลลอฮฺ และอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงรอบรู้ ผู้ทรงปรีชาญาณ(*1*)

(1)  ความโปรดปรานดังกล่าวนี้ ท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้นำมาใช้เมื่อทำสงครามอุหุด โดยท่านได้ยืนขึ้นบรรดามุสลิมีน ได้ยืนตั้งแถวเบื้องหลังของท่าน และท่านได้กล่าวขอพรดังนี้

9. และหากมีสองฝ่ายจากบรรดาผู้ศรัทธาทะเลาะวิวาทกัน พวกเจ้าก็จงไกล่เกลี่ยระหว่างทั้งสองฝ่าย (*1*) หากฝ่ายหนึ่งในสองฝ่ายนั้นละเมิดอีกฝ่ายหนึ่ง (*2*) พวกเจ้าก็จงปรามฝ่ายที่ละเมิดจนกว่าฝ่ายนั้นจะกลับสู่พระบัญชาของอัลลอฮฺ (*3*) ฉะนั้นหากฝ่ายนั้นกลับ (สู่พระบัญชาของอัลลอฮฺ) แล้ว (*4*) พวกเจ้าก็จงประนีประนอมระหว่างทั้งสองฝ่ายด้วยความยุติธรรม และพวกเจ้าจงให้ความเที่ยงธรรม(แก่ทั้งสองฝ่าย) เถิด (*5*) แท้จริงอัลลอฮฺทรงรักใคร่บรรดาผู้ให้ความเที่ยงธรรม

(1)  คือหาทางให้ทั้งสองฝ่ายยุติข้อขัดแย้งกัน และให้ประนีประนอมกันด้วยความยุติธรรม
(2)  หากฝ่ายหนึ่งไม่ยอมรับการไกล่เกลี่ยและยังดื้อรั้นที่ปฏิบัติตามอารมณ์ของตนแล้ว
(3)  คือปรามฝ่ายที่ไม่ยอมรับการประนีประนอม จนกว่าจะยอมรับข้อตัดสินของอัลลอฮฺ และเลิกทิ้งการกระทำที่เป็นศัตรูกับอีกฝ่ายหนึ่ง
(4)  คือยุติการทะเลาะวิวาทหรือการสู้รบกันแล้ว
(5)  คือให้มีการไกล่เกลี่ยด้วยความยุติธรรม ไม่เอนเอียง ไม่เข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด และให้ความเป็นธรรมแก่ทั้งสองฝ่าย

10. แท้จริงบรรดาผู้ศรัทธานั้นเป็นพี่น้องกัน (*1*) ดังนั้นพวกเจ้าจงไกล่เกลี่ยประนีประนอมกันระหว่างพี่น้องทั้งสองฝ่ายของพวกเจ้า (*2*) และจงยำเกรงอัลลอฮฺเถิด หวังว่าพวกเจ้าจะได้รับความเมตตา

(1)  ความเป็นพี่น้องกันในหมู่มุสลิมมุอฺมินนั้น ผลที่จะติดตามมาก็คือ ความรักใคร่ ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน การให้ความช่วยเหลือ และความร่วมมือกัน นี่คือจุดมุ่งหมายหลักของมุอฺมินผู้ศรัทธา ในอายะฮฺเป็นการบ่งชี้ว่าการเป็นพี่น้องกันในอิสลามนั้นเข้มข้นกว่าการเป็นพี่น้องทางสายเลือดหรือวงศ์ตระกูล
(2)  คืออย่าให้การแตกแยกเข้ามามีบทบาท และอย่าให้การเกลียดชังระหว่างกันเข้ามาสิงสู่อยู่ในหมู่คณะ

11. โอ้ศรัทธาชนทั้งหลาย! ชนกลุ่มหนึ่งอย่าได้เยาะเย้ยชนอีกกลุ่มหนึ่ง บางทีชนกลุ่มที่ถูกเยาะเย้ยนั้นจะดีกว่าชนกลุ่มที่เยาะเย้ย และสตรีกลุ่มหนึ่งอย่าได้เยาะเย้ยจะดีกว่ากลุ่มที่เยาะเย้ย และพวกเจ้าอย่าได้ตำหนิตัว(*1*)ของพวกเจ้าเอง และอย่าได้เรียกกันด้วยฉายาที่ไม่ชอบ ช่างเลวทรามจริง ๆ ที่บรรดาผู้ศรัทธาจะเรียกกันว่าเป็นผู้ฝ่าฝืน ภายหลังจากที่ได้มีการศรัทธากันแล้ว (*2*) และผู้ใดไม่สำนึกผิด ชนเหล่านั้นคือบรรดาผู้อธรรม (*3*)

(1)  ที่ว่าอย่าตำหนิตัวเอง ก็เพราะว่าบรรดามุสลิมเปรียบเสมือนเรือนร่างเดียวกัน คือถ้าคนหนึ่งคนใดตำหนิก็เสมือนว่าเขาตำหนิตัวของเขาเอง
(2)  อัลบัยฎอวีย์ กล่าวว่า ในอายะฮฺนี้เป็นการบ่งชี้ถึงการเรียกชื่อกันด้วยฉายาว่าเป็นพฤติกรรมที่เลวทราม เพราะพฤติกรรมที่เลวทรามกับการศรัทธานั้นเป็นที่น่ารังเกียจจะรวมอยู่ด้วยกันไม่ได้
(3)  คือจะได้รับการลงโทษ

12. โอ้ศรัทธาชนทั้งหลาย! พวกเจ้าจงปลีกตัวให้พ้นจากส่วนใหญ่ของการสงสัย (*1*) แท้จริงการสงสัยบางอย่างนั้นเป็นบาป (*2*) และพวกเจ้าอย่าสอดแนม (*3*) และบางคนในหมู่พวกเจ้าอย่านินทาซึ่งกันและกัน (*4*) คนหนึ่งในหมู่พวกเจ้านั้นชอบที่จะกินเนื้อพี่น้องของเขาที่ตายไปแล้วกระนั้นหรือ? พวกเจ้าย่อมเกลียดมัน (*5*) และจงยำเกรงอัลลอฮฺเถิด แท้จริงอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงเมตตาเสมอ (*6*)

(1)  จงทำตัวให้ห่างไกลจากการสงสัย การไม่ซื่อสัตย์ และการนึกร้ายต่อญาติพี่น้องและมหาชนทั่วไป ที่ว่า “ส่วนใหญ่การสงสัย” นั้นเพื่อเป็นการระมัดระวังในทุก ๆ การกระทำดังกล่าว อย่ารีบด่วนในการนึกคิดแต่จงพินิจพิจารณาและสอบสวนหาข้อเท็จจริงเสียก่อน
(2)  คือจะได้รับการลงโทษ
(3)  คือสืบเสาะหรือค้นหาความลับของพี่น้องมุสลิม
(4)  คืออย่ากล่าวถึงความไม่ดีงามของผู้อื่นในสิ่งที่เขาไม่ชอบที่จะให้กล่าวถึงเป็นการลับหลัง
(5)  เป็นการยกอุทาหรณ์เปรียบเทียบถึงการกินเนื้อพี่น้องของเขาที่ตายแล้วว่ามันเป็นที่น่ารังเกียจเพียงใด ดังนั้นการนินทามุสลิมด้วยกันจึงเป็นที่น่ารังเกียจยิ่งกว่า และโทษของมันก็ร้ายแรงยิ่งกว่า
(6)  แก่ผู้ที่มีความยำเกรงอัลลอฮฺ ตะอาลา สำนึกผิดและกลับเนื้อกลับตัว ในตอนท้ายของอายะฮฺนี้เป็นการสนับสนุนให้มีการขออภัยโทษ ชอบให้มีการเสียสละและสารภาพผิดเพื่อมิให้มนุษย์หมดหวังในความเมตตาของอัลลอฮฺ

13. โอ้มนุษยชาติทั้งหลาย แท้จริงเราได้สร้างพวกเจ้าจากเพศชาย และเพศหญิง (*1*) และเราได้ให้พวกเจ้าแยกเป็นเผ่า และตระกูลเพื่อจะได้รู้จักกัน (*2*) แท้จริงผู้ที่มีเกียรติยิ่งในหมู่พวกเจ้า ณ ที่อัลลอฮ.นั้น คือผู้ที่มีความยำเกรงยิ่งในหมู่พวกเจ้า (*3*) แท้จริงอัลลอฮ.นั้นเป็นผู้ทรงรอบรู้อย่างละเอียดถี่ถ้วน

(1)  คือได้สร้างมาจากต้นกำเนิดเดียวกัน คืออาดัมและเฮาวาอ.
(2)  ความแตกต่างระหว่างเผ่า ตระกูล และประชาชาติ หรือความแตกต่างทางภาษาคำพูด ผิวพรรณ ขนบธรรมเนียมประเพณีมิได้เป็นสาเหตุให้มีการแตกแยกเป็นศัตรูกัน แต่เพื่อให้มีการรู้จักกันปรึกษาหารือกัน และร่วมมือกันทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม
(3)  คุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์นั้น อัลลอฮ.เป็นผู้ทรงกำเนิดนั่นก็คือผู้ที่มีเกียรติที่สุด ณ อัลลอฮ.คือผู้ที่มีความยำเกรงพระองค์มากที่สุด ผู้ที่รักษาขอบเขตและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์

14. อาหรับชาวชนบทกล่าวว่า เราศรัทธาแล้ว จงกล่าวเถิดมุฮัมมัดว่า พวกท่านยังมิได้ศรัทธา แต่จงกล่าวเถิดว่า เราเข้ารับอิสลามแล้ว เพราะการศรัทธายังมิได้เข้าสู่หัวใจของพวกท่าน (*1*) และถ้าหากพวกท่านเชื่อฟังปฏิบัติตามอัลลอฮฺและร่อซูลของพระองค์แล้ว พระองค์จะไม่ทำให้การงานของพวกท่านด้อยลงแต่ประการใด (*2*) แท้จริงอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงอภัย ผู้ทรงเมตตาเสมอ

(1)  มีอาหรับชนบทกลุ่มหนึ่งจากบะนีอะสด อิบนฺ คุซัยมะฮฺ ได้เดินทางมาหาท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ในปีแห้งแล้ง แต่ความจริงแล้วพวกเขามิได้มีการศรัทธาแต่ประการใด พวกเขาได้พูดทวงบุญคุณกับท่านนะบี เพื่อขอศ่อดะเกาะฮฺจากท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม อัลลอฮฺ ตะอาลา จึงประทานอายะฮฺนี้ลงมาเพื่อชี้แจงสภาพความเป็นจริงของอาหรับชนบทกลุ่มนี้
(2)  คือปฏิบัติตามโดยเปิดเผยและเร้นลับด้วยความบริสุทธิ์ใจ และด้วยการศรัทธาอย่างแท้จริง แล้วคุณงามความดีต่าง ๆ ที่ได้กระทำไปนั้น จะไม่ทำให้การตอบแทนจากอัลลอฮฺลดน้อยถอยลงแต่ประการใด

15. แท้จริงศรัทธาชนที่แท้จริงนั้น คือ บรรดาผู้ศรัทธาต่ออัลลอฮ. และร่อซูลของพระองค์ แล้วพวกเขาไม่สงสัยเคลือบแคลงใจ แต่พวกเขาได้เสียสละต่อสู้ดิ้นรนด้วยทรัพย์สมบัติของพวกเขา และชีวิตของพวกเขาไปในหนทางของอัลลอฮ. (*1*) ชนเหล่านั้นแหละคือบรรดาผู้สัตย์จริง

(1)  จากลักษณะของมุอ.มินศรัทธาอย่างแท้จริงในอายะฮ.นี้ พอสรุปได้ว่า การอีมานคือการศรัทธา เชื่อมั่นที่ถูกซ่อนเร้นไว้ภายใน และอิสลามคือการปฏิบัติที่ปรากฏให้เห็นคือการกระทำ

16. จงกล่าวเถิดมุฮัมมัดว่า พวกท่านจะบอกอัลลอฮฺเกี่ยวกับศาสนาของพวกท่านกระนั้นหรือ? อัลลอฮฺนั้นทรงรอบรู้สิ่งที่อยู่ในชั้นฟ้าทั้งหลาย และแผ่นดิน และอัลลอฮฺนั้นทรงรอบรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง (*1*)

(1)  คำถามในอายะฮฺนี้เป็นการปฏิเสธคำกล่าวอ้างของอาหรับชนบทกลุ่มดังกล่าวที่ไป กล่าวยืนยันและสาบานกับท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ว่าพวกเขาเป็นมุอฺมินผู้ศรัทธาอย่างแท้จริง อัลลอฮฺ ตะอาลา จึงตรัสตอบเป็นการปฏิเสธคำกล่าวอ้างของพวกเขาและเป็นการปรามพวกเขาอีกด้วย เพราะพระองค์ทรงรอบรู้ทุกสิ่งทุกอย่างในที่เร้นลับและเปิดเผย ว่าคำพูดของพวกเขานั้นเป็นความจริงหรือไม่?

17. พวกเขาถือเป็นบุญคุณแก่เจ้าว่าพวกเขาได้รับอิสลามแล้ว (*1*) จงกล่าวเถิดมุฮัมมัดว่าพวกท่านอย่าถือเอาการเป็นอิสลามของพวกท่านมาเป็นบุญคุณแก่ฉันเลย แต่ทว่าอัลลอฮ.ทรงประทานบุญคุณแก่พวกท่านต่างหาก (*2*) โดยชี้นำพวกท่านสู่การศรัทธา หากพวกท่านเป็นผู้สัตย์จริง

(1)  อาหรับชนบทกลุ่มดังกล่าวได้มาทวงบุญคุณกับท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ถึงการเข้าอิสลามของพวกเขา
(2)  อัลลอฮ. ตะอาลา ทรงตอบโต้เรื่องการทวงบุญคุณดังกล่าวว่า แท้จริงอัลลอฮ.ต่างหากที่เป็นเจ้าของบุญคุณเพราะอีมานนั้น นับได้ว่าเป็นนิอ.มะฮ. และบุญคุณอันใหญ่หลวงที่พระองค์ทรงประทานแก่บ่าวของพระองค์

18. แท้จริงอัลลอฮฺทรงรอบรู้สิ่งเร้นลับในชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน และอัลลอฮฺทรงเห็นสิ่งที่พวกเจ้ากระทำ (*1*)

(1)  แม้ว่าอายะฮฺนี้จะเป็นการสนทนากับอาหรับชนบทเพื่อให้พวกเขาได้รู้ การที่พวกเขามาทวงบุญคุณในการเข้าอิสลามกับท่านนะบีนั้น แท้จริงอัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงรอบรู้ทุกสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ในจักรวาลทั้งมวล ในขณะเดียวกันก็เป็นการยืนยันแก่คนทั่ว ๆ ไปด้วยว่า กิจการงานทุกสิ่งของมนุษย์แต่ละคนนั้นย่อมจะไม่รอดพ้นไปจากการสอดส่องดูแลของพระองค์ ดังนั้นผู้มีจิตสำนึก น่าจะพิจารณาใคร่ครวญเพื่อให้เกิดความยำเกรงตักวา และเมื่อความยำเกรงเกิดขึ้นในจิตใจของเขาแล้ว ก็จะมีการตอบรับด้วยการเชื่อฟัง และการปฏิบัติอย่างแท้จริง

[1]


Designed & Developed By Thai Islamic Global Net Team
Copyright (C) 2008 Alquran-Thai.Com All Rights Reserved