ซูเราะฮฺ        อายะหฺ   
         เลือกซูเราะฮฺ และ/หรืออายะหฺ ที่ต้องการ
คำ,วลี,ข้อความ   
         กรุณาป้อน คำ, วลี หรือบางส่วนของข้อความ ที่ต้องการค้นหา


5. ซูเราะฮฺ อัล-มาอิดะฮฺ (Al-Maidah)
ความหมายโดยสรุป
ซูเราะฮฺ อัล-มาอิดะฮฺ ซูเราะฮฺนี้ นอกจากจะได้ชื่อว่า “ซูเราะฮฺ อัล-มาอิอะฮฺ” แล้วยังได้ชื่อว่า “ซูเราะฮฺ อัล-กุอูด” และ ”ซูเราะฮฺ อัล-มุนกิดะฮฺ” อีกด้วย เป็นซูเราะฮฺ มะดะนียะฮฺ กล่าวคือ เป็นซูเราะฮฺที่ถูกประทานลงมาหลังจากท่านนะบีมุฮัมมัดได้อพยพไปนครมะดีนะฮฺแล้ว แม้ว่าจะมีบางอายะฮฺที่อยู่ในซูเราะฮฺมะดะนียะฮฺถูกประทานลงมาที่มักกะฮฺหลังจากอพยพก็ตามในซูเราะฮฺนี้มี 120 อายะฮฺ ตามการนับของชาวกูฟะฮฺ และ 122 อายะฮฺ ตามการนับของชาวฮิญาซ และ 123 อายะฮฺ ตามการนับของชาวบัศเราะฮฺ


1. บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย! จงรักษาบรรดาสัญญา(*1*) ให้ครบถ้วนเถิด สัตว์ประเภทปศุสัตว์(*2*)นั้นได้ถูกอนุมัติแก่พวกเจ้าแล้ว นอกจากที่จุถูกอ่านให้พวกเจ้าฟัง(*3*) โดยที่พวกเจ้ามิใช่ผู้ที่ให้สัตว์ที่จะถูกล่านั้น เป็นที่อนุมัติขณะที่พวกเจ้าอยู่ในอิหรอม(*4*) แท้จริงอัลลอฮ์นั้นทรงชี้ขาดตามที่พระองค์ทรงประสงค์

(1)  คือสัญญาทั้งที่ให้ไว้แก่อัลลอฮ์ และผู้คนทั่ว ๆ ไป
(2)  อันได้แก่อูฐ แพะ แกะ วัว ควาย
(3)  คือที่ถูกระบุไว้ในอายะฮ์ที่สามของซูเราะฮ์นี้
(4)  คือที่อนุมัติให้แก่พวกเจ้า ซึ่งการล่าสัตว์ประเภทปศุสัตว์นั้น ในขณะที่พวกเจ้ามิได้อยู่ในระหว่างพิธีฮัจย์ ซึ่งครองผ้าอิหรอมอยู่แต่ถ้าพวกเจ้าอยู่ในอิหรอม แล้วทำการล่าสัตว์ประเภทดังกล่าว โดยถือว่าเป็นสัตว์อนุมัตินั้นไม่ได้ เพราะผู้ที่อยู่ในอิหรอมนั้นห้ามล่าสัตว์ใด ๆ ทั้งสิ้น แม้จะเป็นสัตว์ที่อนุมัติก็ตาม

2. ผู้ศรัทธาทั้งหลาย! จงอย่าให้เป็นที่อนุมัติ(*1*) ซึ่งบรรดาเครื่องหมายแห่งศาสนาของอัลลอฮ์(*2*)และเดือนที่ต้องห้าม(*3*)และสัตว์พลี(*4*) และสัตว์ที่ถูกสามเครื่องหมายไว้ที่คอเพื่อเป็นสัตว์พลี(*5*) และบรรดาผุ้ที่มุ่งสู่บ้านอันเป็นที่ต้องห้าม(*6*) โดยแสวงหาความโปรดปราน และความพอพระทัยจากพระเจ้าของพวกเขา แต่เมื่อพวกเจ้าเปลื้องอิห์รอมแล้ว(*7*) ก็จงล่าสัตว์ได้ และจงอย่าให้การเกลียดชังแก่พวกหนึ่งพวกใด(*8*) ที่ขัดขวางพวกเจ้ามิให้เข้ามัศยิดฮะรอม ทำให้พวกเจ้ากระทำการละเมิด(*9*) และพวกจงช่วยเหลือกันในสิ่งที่เป็นคุณธรรม และความยำเกรง และจงอย่าช่วยกันในสิ่งที่เป็นบาป และเป็นศัตรูกันและพึงกลัวเกรงอัลลอฮ์เถิด แท้จริงอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงรุนแรงในการลงโทษ

(1)  คืออย่าให้สิ่งที่จะกล่าวต่อไปนี้เป็นที่อนุมัติให้กระทำตามใจชอบได้
(2)  อันได้แก่ข้อกำหนดแห่งบัญญัติศาสนาที่จะต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดโดยไม่ต่อเติมหรือตัดทอนเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับข้อกำหนดในพิธีฮัจญ์และอุมเราะฮ์
(3)  คือเดือนที่ถูกห้ามมิให้ทำการสู้รบ และหลั่งเลือดกัน แม้จะเป็นศัตรูที่ประหัตประหารกันอยู่ก็ตาม ซึ่งเดือนดังกล่าวนี้ได้แก่เดือนซุลเกาะดะฮ์ ซุลฮิจญะฮ์ และเดือน อัล-มุฮัร์รอม
(4)  คือสัตว์ที่ผู้ไปประกอบพิธีฮัจญ์นำไปเป็นสัตว์พลี เพื่อความโปรดปรานจากอัลลอฮ์ กล่าวคือ จะทำการจี้เอามันไปหรือเชือดมันหรือขโมยมัน หรือขังมัน หรือทำร้ายมันไม่ได้ หากแต่จะต้องช่วยให้มันได้ไปถึงที่ของมัน ณ นครมักกะฮ์
(5)  คืออูฐที่เจาะจงไว้ว่าจะนำไปเป็นสัตว์พลีที่มักกะฮ์ขณะไปปประกอบพิธีฮัจญ์ โดยสวมเครื่องหมายไว้ที่คอเพื่อให้เป็นที่ทราบกัน ซึ่งถือเป็นสัตว์พลีที่ประเสริฐกว่าประเภทอื่น
(6)  หมายถึง อัล- กะอ์บะฮ์ กล่าวคือ จงอย่าได้ทำร้ายหรือขัดขวางผู้ที่มุ่งสู่ อัล-กะอ์บะฮ์ เพื่อแสวงหาความโปรดปรานจากอัลลอฮ์
(7)  คือหลังจากเสร็จพิธีฮัจญ์และเปลื้องอิห์รอมแล้ว
(8)  หมายถึงมุชริกชาวมักกะฮ์ที่ขัดขวางบรรดามุมินมิให้เข้ามัสยิด ฮะรอม เพื่อทำอุมเราะฮ์ ในปี อัล-ฮุดัยบียะฮ์
(9)  คือทำร้ายพวกเขาในขณะไปประกอบพิธีฮัจญะตุลวะดาอ์

3. ได้ถูกห้ามแก่พวกเจ้าแล้ว ซึ่งสัตว์ที่ตายเอง(*1*) และเลือด(*2*) และเนื้อสุกร(*3*) และสัตว์ที่ถูกเปล่งนามอื่นจากอัลลอฮ์ ที่มัน(*4*) (ขณะเชือด) และสัตว์ที่ถูกรัดคอตาย(*5*) และสัตว์ที่ถูกตีตาย(*6*) และสัตว์ที่ตกเหวตาย(*7*)และสัตว์ที่ถูกขวิดตาย(*8*) และสัตว์ที่สัตว์ร้ายกัดกิน นอกจากที่พวกเจ้าเชือดกัน(*9*) และสัตว์ที่ถูกเชือดบนแท่นหินบูชา(*10*) และการที่พวกเจ้าเสี่ยงทายด้วยไม้ติ้ว(*11*) เหล่านั้นเป็นการละเมิด วันนี้(*12*) บรรดาผู้ปฏิเสธการศรัทธา(*13) หมดหวังในศาสนาของพวกเจ้าแล้ว(*14*) ดังนั้นพวกเจ้าจงอย่ากลัวพวกเขา และจงกลัวข้าเถิด วันนี้ข้าได้ให้สมบูรณ์แก่พวกเจ้าแล้ว ซึ่งศาสนาของพวกเจ้าและข้าได้ให้ครบถ้วนแก่พวกเจ้าแล้ว ซึ่งความกรุณาเมตตาของข้า(*15*) และข้าได้เลือกอิสลามให้เป็นศาสนาแก่พวกเจ้าแล้ว ผู้ใดได้รับความคับขันในความหิวโหย(*16*) โดยมิใช่เป็นผู้จงใจกระทำบาปแล้วไซร้(*17) แน่นอนอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงอภัยโทษผู้ทรงเมตตาเสมอ

(1)  คือนอกจากสัตว์น้ำ
(2)  คือเลือดที่ไหลออกขณะที่เชือด ส่วนที่ติดอยู่ในเนื้อนั้นไม่เป็นที่ต้องห้าม
(3)  หมายถึงทุกส่วนในตัวของมันด้วย
(4)  คือกล่าวนามใดก็ตามที่มิใช่นามของอัลลอฮ์ขณะเชือด
(5)  หมายถึงที่ถูกหนีบคอและบีบคอตายด้วย
(6)  หมายถึงที่ถูกทุบตายและขว้างตายด้วย
(7)  หมายถึงที่ตกบ่อตาย หรือจมน้ำตาย
(8)  หมายถึงสัตว์ที่ถูกชนตาย ด้วยจะถูกชนด้วยรถยนต์หรือรถไฟก็ตาม
(9)  คือมันยังมีชีวิตอยู่ในขณะที่เชือด
(10)  แท่นบูชานี้มุชริกมักกะฮ์ได้จัดวางไว้รอบกะอ์บะฮ์ เพื่อเป็นที่เชือดสัตว์บูชาแก่เจว็ดของพวกเขา
(11)  คือดุ้นไม้ที่เหลาคล้ายลูกธนูรวมสามดุ้นด้วยกัน ดุ้นหนึ่งเขียนไว้ว่า “พระเจ้าใช้ฉัน” อีกดุ้นหนึ่งเขียนว่า “พระเจ้าห้ามฉัน” และอีกดุ้นหนึ่งมิได้เขียนอะไรไว้ ถ้าพวกเขาต้องการจะทำสิ่งใด ก็จะทำการเสี่ยงทายด้วยติ้วดังกล่าว ถ้าจับได้ติ้วที่มิได้มีข้อเขียนใด ๆ ก็จะจับใหม่ จนกว่าจะได้ติ้วที่แนะนำให้ทำหรือมิให้ทำ อย่างไรก็ดี เครื่องเสี่ยงทายนั้นมีประเภทอื่น ๆ อีก ซึ่งก็อยู่ภายใต้ข้อห้ามนี้ทั้งหมด
(12)  คือวันอะเราะฟะฮ์ของอัจญะตุลวะดาอ์ ในปีที่ 10 แห่ง ฮ.ศ.
(13)  คือมุชริกชาวมักกะฮ์
(14)  คือหมดหวังที่ให้สาวกของท่านนะบีมุฮัมมัดกลับเป็นมุชริกดังเดิม
(15)  หมายถึงให้ท่านนะบีได้เข้ายึดครองมักกะฮ์ไว้ได้โดยมิได้เสียเลือดเนื้อ
(16)  คือจำเป็นจะต้องใช้อาหารประเภทต้องห้ามดังกล่าวบริโภคเพื่อประทังชีวิตแล้วก็อนุญาตให้บริโภคได้โดยไม่บาปใดๆ
(17)  คือมิใช่ผู้สร้างสถานะการณ์ให้คับขัน โดยมีเจตนาจะบริโภคอาหารที่เป็นที่ต้องห้ามเหล่านั้น

4. เขาเหล่านั้นจะถามเจ้าว่า มีอะไรบ้างที่ถูกอนุมัติแก่พวกเขา จงกล่าวเถิด ที่ถูกอนุมัติแพวกเจ้านั้นคือสิ่งดี ๆ ทั้งหลาย(*1*) และบรรดาสัตว์สำหรับล่าเนื้อที่พวกเจ้าฝึกสอนมัน(*2*) พวกเจ้าจงบริโภคจากสิ่งที่มันจับมาให้แก่พวกเจ้า(*4*) และจงกล่าวพระนามของอัลลอฮ์บนมันเสียก่อน(*5*) และจงกลัวเกรงอัลลอฮ์เถิด แท้จริงอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงรวดเร็วในการชำระสอบสวน

(1)  คือที่ศาสนาได้กำหนดไว้
(2)  ได้แก่สุนัข เหยี่ยว และเสือดาว เป็นต้น
(3)  คือสอนให้มันไปล่าเนื้อมาให้แก่เจ้าของของมันโดยไม่กัดกินส่วนใดส่วนหนึ่ง
(4)  คือจะอยู่ในสภาพที่ตายหรือเป็นก็ตาม แต่ถ้าเป็นก็ให้เชือด และจะต้องไม่ถูกัดกินส่วนใดส่วนหนึ่งเพราถ้าถูกกัดกินแล้วแสดงว่ามันล่ามาสำหรับมัน หรือไม่ก็แย่งจากตัวอื่นมา จึงไม่เป็นที่อนุมัติ

5. วันนี้สิ่งดี ๆ ทั้งหลายได้ถูกอนุมัติแก่พวกเจ้าแล้ว และอาหารของบรรดาผู้ที่ได้รับคัมภีร์นั้น(*1*)เป็นที่อนุมัติแก่พวกเจ้าแล้ว และอาหารของพวกเจ้าก็เป็นที่อนุมัติแก่พวกเขาและบรรดาหญิงบริสุทธิ์(*2*)ในหมู่ผู้ศรัทธาหญิงและบรรดาหญิงบริสุทธิ์ในหมู่ผู้ที่ได้รับคัมภีร์ก่อน จากพวกเจ้าก็เป็นอนุมัติแก่พวกเจ้าด้วย เมื่อพวกเจ้าได้มอบให้แก่พวกนางซึ่งมะหัร์ของพวกนางในฐานะเป็นผู้แต่งงานมิใช่เป็นผู้กระทำการซินาโดยเปิดเผย และมิใช่ยึดเอานางเป็นเพื่อน โดยกระทำซินาลับ ๆ และผู้ใดปฏิเสธการศรัทธา แน่นอนงานของเขาก็ไร้ผล ขณะเดียวกันในวันปรโลกพวกเขาจะอยู่ในหมู่ผู้ที่ขาดทุน

(1)  คือพวกยิวและพวกคริสต์
(2)  คือหญิงอิสระที่มิได้กระทำซินา หรือมิใช่หญิงชั่ว

6. ผู้ศรัทธาทั้งหลาย! เมื่อพวกเจ้ายืนขึ้นจะไปละหมาด ก็จงล้างหน้าของพวกเจ้า และมือของพวกเจ้าถึงข้อศอก และจงลูบศีรษะของพวกเจ้า และล้างเท้าของพวกเจ้าถึงตาตุ่มทั้งสอง และหากพวกเจ้ามีญะนาบะฮฺ (*1) ก็จงชำระร่างกายให้สะอาด (*2*) และหากพวกเจ้าป่วย หรืออยู่ในการเดินทาง หรือคนใดในหมู่พวกท่านมาจากการถ่ายทุกข์ หรือได้สัมผัสหญิงมา (*3*) แล้วพวกเจ้าไม่พบน้ำก็จงมุ่งสู่ดินที่ดี (*4*) แล้วลูบใบหน้าของพวกเจ้า และมือของพวกเจ้า (*5*) จากดินนั้น อัลลอฮฺนั้นไม่ทรงประสงค์เพื่อจะให้มีความลำบากใด ๆ แก่พวกเจ้า แต่ทว่าทรงประสงค์ที่จะให้พวกเจ้าสะอาด และเพื่อให้ความกรุณาเมตตาของพระองค์ครบถ้วนแก่พวกเจ้า เพื่อว่าพวกเจ้าจักขอบคุณ

(1)  คือจะด้วยการสมสู่กับภริยาหรือมีอสุจิหลั่งออกด้วยเหตุใดก็ตาม
(2)  คืออาบน้ำญะนาบะฮฺ
(3)  หมายถึงสมสู่กับภริยา
(4)  คือดินที่สะอาดและแห้งเพื่อทำ “ตะยัมมุม” โดยใช้ฝ่ามือทั้งสองตบลงยังพื้นดินแล้วลูบหน้าและมือทั้งสอง
(5)  วิธีทำตะยัมมุมนี้มีสองแบบคือ 1. ใช้ฝ่ามือทั้งสองตบลงบนพื้นดินครั้งเดียวแล้วลูบหน้า และหลังมือทั้งสองถึงข้อมือ โดยเริ่มลูบหลังมือขวาก่อน แล้วลูบหลังมือซ้าย 2. ตบมือทั้งสองลงบนพื้นดินสองครั้ง ครั้งแรกลูบหน้า ครั้งที่สองลูบหลังมือตลอดข้อศอก แล้วลูบกลับมาบนท้องแขนถึงข้อมือ ทั้งนี้โดยเริ่มลูบมือขวาก่อน

7. และจงรำลึกถึงความกรุณาเมตตาของอัลลอฮ์ที่มีต่อพวกเจ้า และสัญญาของพระองค์ที่ได้ทรงกระทำมันไว้แก่พวกเจ้า ขณะที่พวกเจ้ากล่าวว่า พวกเราได้ยินแล้ว และพวกเราเชื่อฟังแล้ว และพึงยำเกรงอัลลอฮ์เถิด แท้จริงอัลลอฮ์นั้นทรงรอบรู้ถึงสิ่งที่อยู่ในทรวงอก

8. ผู้ศรัทธาทั้งหลาย ! จงเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยดีเพื่ออัลลอฮ์ เป็นพยานด้วยความเที่ยงธรรมและจงอย่าให้การเกลียดชังพวกหนึ่งพวกใด ทำให้พวกเจ้าไม่ยุติธรรม จงยุติธรรมเถิด มันเป็นสิ่งที่ใกล้กับความยำเกรงยิ่งกว่า และพึงยำเกรง อัลลอฮ์เถิด แท้จริงอัลลอฮ์นั้น เป็นผู้ทรงรอบรู้อย่างละเอียดในสิ่งที่พวกเจ้ากระทำกัน

9. และอัลลอฮ์ได้ทรงสัญญาแก่บรรดาผู้ที่ศรัทธา และประกอบสิ่งที่ดีงามทั้งหลายว่าสำหรับพวกเขานั้นคือ การอภัยโทษ และรางวัลอันยิ่งใหญ่

10. และบรรดาผู้ที่ปฏิเสธศรัทธา และปฏิเสธบรรดาโองการของเรานั้น ชนเหล่านี้แหละคือชาวนรก

11. ผู้ศรัทธาทั้งหลาย ! จงรำลึกถึงความกรุณาของอัลลอฮ์ที่มีต่อพวกเจ้า ขณะที่พกวหนึ่งปลงใจที่จะยื่นมือของพวกเขามาทำร้ายพวกเจ้าแล้วพระองค์ก็ทรงยับยั้งและหันเหมือนพวกเขาออกจากพวกเจ้าเสีย และพึงยำเกรงอัลลอฮ์เถิด และแต่อัลลอฮ์เท่านั้น ผู้ศรัทธาทั้งหลายจงมอบหมาย

12. และแท้จริงอัลลอฮฺได้ทรงเอาสัญญาแก่วงศ์วานอิสรออีล (*1*) และเราได้แต่งตั้งผู้ดูแลจากหมู่พวกเขาขึ้นสิบสองคน (*2*) และอัลลอฮฺได้ทรงกล่าวว่า (*3*) แท้จริงข้านั้นร่วมอยู่ด้วยกับพวกเจ้า ถ้าหากพวกเจ้าดำรงไว้ซึ่งการละหมาด และชำระซะกาต และศรัทธาต่อบรรดาร่อซูลของข้า และสนับสนุนพวกเขา และให้อัลลอฮฺยืมหนี้ที่ดี (*4*) แล้วแน่นอนข้าจะลบล้างให้พ้นจากพวกเจ้า ซึ่งความชั่วทั้งหลายของพวกเจ้า และแน่นอนข้าจะให้พวกเจ้าเข้าบรรดาสวนสวรรค์ ซึ่งมีแม่น้ำหลายสายไหลอยู่เบื้องล่างของสวนสวรรค์เหล่านั้น แล้วผู้ใดในหมู่พวกเจ้าปฏิเสธ (*5*) หลังจากนั้นแล้ว แน่นอนเขาก็หลงทางอันเที่ยงตรง

(1)  คือเอาสัญญาแก่พวกเขาว่า ให้พวกเขาปฏิบัติตามบัญญัติที่อยู่ในคัมภีร์อัตเตารอต
(2)  คือหัวหน้าเผ่าในหมู่พวกเขาสิบสองเผ่าด้วยกัน
(3)  คือทรงกล่าวแก่ท่านนะบีมูซา
(4)  หมายถึงให้บริจาคทรัพย์ไปในทางของพระองค์ โดยที่พระองค์จะทรงชดเชยให้ถึงเจ็ดร้อยเท่า
(5)  คือปฏิเสธสัญญาที่ให้ไว้แก่อัลลอฮ์

13. แต่เนื่องจากการที่พวกเขาทำลายสัญญาของพวกเขา เราจึงได้ให้พวกเขาห่างไกลจากความกรุณาเมตตาของเราและให้หัวใจของพวกเขาแข็งกระด้าง พวกเขากระทำการบิดเบือน บรรดาถ้อยคำให้เฉออกจากตำแหน่งของมัน(*1*)และลืมส่วนหนึ่งจากสิ่งที่พวกเขาถูกเตือนไว้(*2*) และเจ้า(*3*) ก็ยังคงมองเห็นอยู่ในการคดโกงจากพวกเขานอกจากเพียงเล็กน้อยในหมู่พวกเขาเท่านั้น จงอภัยให้แก่พวกเขาเถิด และเมินหน้าเสีย(*4*) แท้จริงอัลลอฮ์นั้นทรงชอบผู้ทำดีทั้งหลาย

(1)  คือบิดเบือนให้เฉออกจากาความหมายเดิม
(2)  คือถูกเตือนให้ศรัทธาต่อท่านนะบีมุฮัมมัด
(3)  หมายถึงท่านนะบีมุฮัมมัด
(4)  คือทำเป็นเสมือนไม่รู้ไม่เห็น

14. และจากบรรดาผู้ที่กล่าวว่า พวกเราเป็นคริสต์นั้น เราได้เอาสัญญาจากพวกเขา แต่แล้วพวกเขาก็ลืมส่วนหนึ่งจากสิ่งที่พวกเขาถูกเตือนไว้ (*1*) เราจึงได้ให้เกิดขึ้นระหว่างพวกเขาซึ่งการเป็นศัตรูและการเกลียดชังกันจนกระทั่งวันกิยามะฮ์ และอัลลอฮ์จะทรงบอกเขาเหล่านั้นถึงสิ่งที่เขาเหล่านั้นได้กระทำมาก่อน

(1)  คือถูกเตือนให้ศรัทธาต่อท่านนะบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม

15. บรรดาผู้ได้รับคัมภีร์ทั้งหลาย ! (*1*) แท้จริงร่อซูลของเรา(*2*)ได้มายังพวกเจ้าแล้ว โดยที่เขาจะแจกแจงแก่พวกเจ้า ซึ่งมากมายจากสิ่งที่พวกเจ้าปกปิดไว้จากคัมภีร์(*3*) และเขาจะระงับไว้มากมาย(*4*) แท้จริงแสงสว่างจากอัลลอฮ์ และคัมภีร์อันชัดแจ้งนั้นได้มายังพวกเจ้าแล้ว

(1)  หมายถึงพวกยิวและคริสต์
(2)  หมายถึงท่านนะบีมุฮัมมัด
(3)  อันได้แก่ลักษณะของท่านนะบีมุฮัมมัดและการลงโทษผู้ทำซินา โดยการขว้างด้วยหินจนตายเป็นต้น
(4)  คือไม่บอกกล่าวสิ่งที่พวกเขาปกปิดไว้

16. ด้วยคัมภีร์นั้นแหละ อัลลอฮ์จะทรงแนะนำผู้ที่ปฏิบัติตามความพึงพระทัยของพระองค์(*1*)ซึ่งบรรดาทางแห่งความปลอดภัย(*2*) และจะทรงให้พวกเขาออกจากความมืดไปสู่แสงสว่างด้วยอนุมัติของอัลลอฮ์ และจะทรงแนะนำพวกเขาสู่ทางอันเที่ยงตรง

(1)  คือปฏิบัติตามสิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์
(2)  คือปราศจากความหวาดกลัวใด ๆ ทั้งสิ้น

17. แน่นอนได้ปฏิเสธศรัทธาแล้วบรรดาผู้ที่กล่าวว่า แท้จริงอัลลอฮ์นั้นคืออัลมะซีห์(*1*) บุตรของมัรยัม จงกล่าวเถิด(มุฮัมมัด) ก็ใครเล่าที่จะมีอำนาจครอบครองสิ่งของ(*2*) จากอัลลอฮ์ได้ หากพระองค์ทรงประสงค์ที่จะทำลายอัล-มะซีห์ บุตรของมัรยัม และมารดาของเขา และผู้ที่อยู่ในแผ่นดินทั้งหมด และอำนาจแห่งบรรดาชั้นฟ้า และแผ่นดินและสิ่งที่อยู่ในระหว่างทั้งสองนั้นเป็นสิทธิของอัลลอฮ์เท่านั้น และอัลลอฮ์นั้นทรงเดชานุภาพเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง

(1)  หมายถึงท่านนะบี อีซา
(2)  หมายถึงอำนาจของพระองค์ กล่าวคือไม่มีผู้ใดที่จะยับยั้งอำนาจของพระองค์ได้

18. และบรรดาชาวยิว และชาวคริสต์ได้กล่าวว่า พวกเราคือบุตรของอัลลอฮ์ และเป็นที่รักใคร่ของพระองค์ จงกล่าวเถิด (มุฮัดมัด) แล้วไฉนเล่าพระองค์จึงทรงลงโทษพวกท่าน เนื่องด้วยความผิดทั้งหลายของพวกท่าน มิใช่เช่นนั้นดอกพวกท่านเป็นสามัญชนในหมู่ผู้ที่พระองคืทรงบังเกิดมาต่างหาก ซึ่งพระองค์จะทรงอภัยโทษแก่ผู้ที่พระงอค์ทรงประสงค์ และอำนาจแห่งบรรดาชั้นฟ้า และแผ่นดิน และสิ่งที่อยู่ในระหว่างทั้งสองนั้น เป็นสิทธิของอัลลอฮ์เท่านั้น และยังพระองค์นั้นคือการกลับไป

19. บรรดาผู้ได้รับคัมภีร์ทั้งหลาย ! แท้จริงร่อซูล(*1*) ของเราได้มายังพวกเจ้าแล้ว โดยที่เขาจะได้ชี้แจงแก่พวกเจ้า(*2*) ตามวาระสมัยที่ได้ว่างเว้นบรรดาร่อซูลมา(*3*) ทั้งนี้เนื่องจากการที่พวกเจ้าจะกล่าวว่า มิได้มีผู้แจ้งข่าวดีคนใด และผู้ตักเตือนคนใดมายังพวกเรา แท้จริงได้มีผู้แจ้งข่าวดีและผู้ตักเตือนมายังพวกเจ้าแล้ว และอัลลอฮ์นั้นทรงเดชานุภาพเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง

(1)  หมายถึงท่านนะบีมุฮัมมัด
(2)  คือให้รู้ถึงหน้าที่และสิทธิต่าง ๆ ที่พวกเจ้าพึงปฏิบัติ ทั้งที่เกี่ยวกับพระเจ้าของพวกเจ้า และเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
(3)  คือได้ว่างเว้นร่อซูลมาเป็นเวลา 560 ปี นับตั้งแต่ท่านนะบีอีซาเป็นต้นมา

20. และจงรำลึกถึงขณะที่มูซาได้กล่าวแก่ประชาชาติของเขาว่า โอ้ประชาชาติของฉัน ! พึงรำลึกถึงความกรุณาเมตตาของอัลลอฮ์ที่มีแด่พวกท่านเถิด เพราะว่าพระองค์ได้ทรงให้มีบรรดานะบีขึ้นในหมู่พวกท่าน และได้ทรงให้พวกท่านเป็นกษัตริย์ และได้ทรงประทานแก่พวกท่าน สิ่งที่มิได้ทรงประทานให้แก่ผู้ใดในหมู่ประชาชาติทั้งหลาย(*1*)

(1)  คือได้แก่การให้น้ำในทะเลแดงแยกออกเป็นทางเดินเพื่อหนีการตามล่าของฟิรเอาน์ ขณะเดียวกันก็ให้ฟิรเอาน์ และไพร่พลของเขาจมน้ำตาย การใช้น้ำตาลฟ้าตกลงมาเป็นของหวานและให้นกคุ้มเป็นอาหารขณะอยู่ในทะเลทราย และให้เมฆบดบังแสงแดด

[1] [ 2] [ 3] [ 4] [ 5] [ 6] [ 7] [ Next]


Designed & Developed By Thai Islamic Global Net Team
Copyright (C) 2008 Alquran-Thai.Com All Rights Reserved