ซูเราะฮฺ        อายะหฺ   
         เลือกซูเราะฮฺ และ/หรืออายะหฺ ที่ต้องการ
คำ,วลี,ข้อความ   
         กรุณาป้อน คำ, วลี หรือบางส่วนของข้อความ ที่ต้องการค้นหา


57. ซูเราะฮฺ อัลหะดีด (Al-Hadid)
ความหมายโดยสรุป

ซูเราะฮ์ อัลฮะดีด เป็นบัญญัติ มะดะนียะฮ์ มี 29 อายะฮ์ ซูเราะฮ์นี้เป็นซูเราะฮ์ มะดะนียะฮ์ ซึ่งให้การสนใจต่อการตราพระราชบัญญัติ การอบรม และการชี้แนะอีกทั้งเสริมสร้างสังคมให้ตั้งอยู่บนรากฐานแห่งหลักการอะกีดะฮ์ที่บริสุทธิ์ มรรยาทอันดีงามและการตราบัญญัติที่รัดกุม

ซูเราะฮ์ อัลฮะดีด ได้กล่าวถึงเรื่องสำคัญ ๆ 3 เรื่อง คือ

หนึ่ง : จักรวาลทั้งมวลนั้นเป็นสิทธิ์ของอัลลอฮ์ ตะอาลา พระองค์เป็นผู้สร้าง และผู้ประดิษฐ์มันอีกทั้ง เป็นผู้บริหาร ตามที่พระองค์ทรงประสงค์

สอง : จำเป็นต้องเสียสละชีวิตและสิ่งที่มีคุณค่าเพื่อเชิดชูศาสนาของอัลลอฮ์ และดวงประทีปของอิสลามสาม: วาดภาพข้อเท็จจริงของโลกดุนยา ว่าไม่มีสาระปราศจากแก่นสาร และเป็นสิ่งที่ลวงตาเพื่อมิให้มนุษย์หลงระเริงต่อมัน ซูเราะฮ์เริ่มด้วยการกล่าวถึงความยิ่งใหญ่ของพระผู้สร้าง ญัลละวะอะลา ซึ่งทุกสิ่งในจักรวาลเช่น ต้นไม้ ก้อนหินดินโคลน มนุษย์ สัตว์ แร่ธาตุต่าง ๆ ย่อมแซ่ซร้องสดุดีต่อพระองค์ ทุกสิ่งจะกล่าวถึงความยิ่งใหญ่ของพระองค์ยืนยันถึงความเป็นเอกภาพของพระองค์ ต่อจากนั้นได้กล่าวถึงคุณลักษณะอันดีงามของอัลลอฮ์ และบรรดาพระนามอันสูงส่งของพระองค์ พระองค์ทรงปฐมโดยไม่มีเริ่มต้น ทรงท้ายสุดโดยไม่มีอวสาน ทรงปรากฏตัวด้วยร่องรอยแห่งสิ่งที่ถูกสร้างมาของพระองค์ ทรงซ่อนเร้นซึ่งไม่มีผู้ใดรู้ถึงธาตุแท้แห่งข้อเท็จจริงของพระองค์ และพระองค์คือผู้สร้างมนุษย์และผู้กำหนดจัดเตรียมจักรวาล อัลอายาตต่อ ๆ มา ได้เรียกร้องเชิญชวนบรรดามุสลิมให้เสียสละ มีใจคอกว้างขวาง และบริจาคในทางของอัลลอฮ์ เพื่อให้บรรลุสู่ความมีเกียรติ และความสูงส่งแห่งกิจการอิสลาม ดังนั้นจำเป็นแก่มุมินที่จะต้องต่อสู้เสียสละด้วยชีวิตและทรัพย์สินเพื่อให้ได้มาซึ่งความสันติสุขในโลกดุนยา และผลตอบแทนในโลกอาคิเราะฮ์

ซูเราะฮ์ได้กล่าวถึงผู้ศรัทธา และมุนาฟิกสำหรับบรรดาผู้ศรัทธานั้น แสงสว่างของพวกเขาได้ฉายแสงออกมาข้างหน้าและรอบ ๆ ตัวของพวกเขา ส่วนพวกมุนาฟิกีนนั้นก็คลำหาทางในความมืด เช่นเดียวกับที่พวกเขามีชีวิตอยู่ในโลกดุนยาคล้ายกับเดียรัจฉานที่อยู่ในความมืดแห่งอวิชา ความผิดพลาด การหลงทางซูเราะฮ์ได้กล่าวถึงข้อเท็จจริงของโลกดุนยาและข้อเท็จจริงของโลกอาคิเราะฮ์ และได้วาดภาพของโลกทั้งสองไว้อย่างละเอียด โลกดุนยาเป็นโลกที่สูญสลาย ไม่ยั่งยืนไม่ถาวร เสมือนกับพืชพันธุ์ที่อุดมสมบูรณ์ ซึ่งได้งอกเงยอย่างเต็มที่เมื่อได้รับน้ำฝนแล้วมันจะมีสีเหลือง เหี่ยวแห้งร่วงโรย จนกระทั่งกลายเป็นเศษเป็นชิ้นไร้คุณค่า เมื่อลมพัดมามันก็กระจัดกระจายปลิวไปตามสายลม ส่วนโลกอาคิเราะฮ์นั้นเป็นโลกแห่งความจีรังคงอยู่ตลอดไป ไม่มีความเหน็ดเหนื่อยและยากลำบาก ไม่มีความทุกข์และความกังวลใจ

ซูเราะฮ์จบลงด้วยการกล่าวถึงเป้าหมายของการส่งบรรดาร่อซูลมา ใช้ให้มีความยำเกรงต่ออัลลอฮ์ อัซซะวาญัลและให้เจริญรอยตามแนวทางที่ถูกต้องของบรรดาร่อซูล และบรรดานะบีของพระองค์ ชื่อของซูเราะฮ์ถูกขนานนามว่า “ซูเราะฮ์อัลดีด” เพราะได้กล่าวถึงเหล็กในซูเราะฮ์นี้ ซึ่งมันเป็นพลังของมนุษย์ทั้งในยามสงบและยามสงคราม เป็นเครื่องมือเครื่องใช้ในการก่อสร้างอาคารบ้านเรือน เหล็กนำไปใช้ในการสร้างสะพานอันใหญ่โต และตึกรามบ้านช่องเหล็กใช้สำหรับทำโล่ ดาบ และหอก และนำไปใช้ในการทำรถถัง ปืนใหญ่ เรือดำน้ำ และอาวุธอื่น ๆ อีกมากมาย



1. สิ่งที่อยู่ในชั้นฟ้าทั้งหลาย และในแผ่นดินแซ่ซ้องสดุดีแด่อัลลอฮ. (*1*) และพระองค์เป็นผู้ทรงอำนาจ ผู้ทรงปรีชาญาณ (*2*)

(1)  การแซ่ซ้องสดุดีของผู้มีสติปัญญาด้วยคำพูด ส่วนของวัตถุหรือแร่ธาติ หรือสิ่งไม่มีชีวิตด้วยสภาพในตัวของมันที่บ่งชี้ถึงการแซ่ซ้องสดุดีแด่พระผู้สร้างมันจากความบกพร่องไม่สมบูรณ์
(2)  เป็นผู้ทรงอำนาจในอาณาจักรของพระองค์ ทรงปรีชาญาณในการสร้างและการจัดระบบของพระองค์

2. อำนาจอันเด็ดขาดแห่งชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินนั้นเป็นสิทธิ์ของพระองค์ พระองค์ทรงให้เป็นและทรงให้ตาย และพระองค์เป็นผู้ทรงอานุภาพเหนือทุกสิ่ง (*1*)

(1)  คือพระองค์ทรงครอบครองทุกสิ่งที่อยู่ในชั้นฟ้าทั้งหลายและในแผ่นดินทรงกระทำตามที่พระองค์ทรงปรารถนา ทรงให้เป็นหลังจากไม่มี และให้ตายหลังจากให้มีและให้เป็นขึ้นมาแล้ว ทรงมีอานุภาพเหนือการปฏิบัติทุก ๆ สิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์ ไม่มีสิ่งใดที่จะทำให้พระองค์หมดความสามารถ

3. พระองค์ทรงเป็นองค์แรกและองค์สุดท้าย และทรงเปิดเผยและทรงเร้นลับ และพระองค์เป็นผู้ทรงรอบรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง (*1*)

(1)  ไม่มีสิ่งใดก่อนพระองค์ และไม่มีสิ่งใดหลังพระองค์ ทรงเปิดเผยคือไม่มีสิ่งใดเหนือพระองค์และทรงเร้นลับคือไม่มีสิ่งใดเร้นลับยิ่งไปกว่าพระองค์ ทรงรอบรู้ทุกสิ่งทุกอย่างคือ ไม่มีสิ่งใดจะซ่อนเร้นไปจากความรอบรู้ของพระองค์ ถึงแม้จะมีขนาดเท่าปรมาณูในชั้นฟ้าทั้งหลาย และแผ่นดิน

4. พระองค์คือ พระผู้ทรงสร้างชั้นฟ้าทั้งหลาย และแผ่นดินในระยะ 6 วัน แล้วพระองค์ทรงสถิตย์อยู่บนบัลลังก์ พระองค์ทรงรอบรู้สิ่งที่เข้าไปในแผ่นดิน และสิ่งที่ออกมาจากแผ่นดิน (*1*) และสิ่งที่ลงมาจากฟากฟ้าและสิ่งที่ขึ้นไปสู่ฟากฟ้าและพระองค์ทรงอยู่กับ พวกเจ้าไม่ว่าพวกเจ้าจะอยู่ ณ แห่งหนใด และ อัลลอฮ.ทรงเห็นสิ่งที่พวกเจ้ากระทำ(*2*)

(1)  ทรงรอบรู้สิ่งที่เข้าไปในแผ่นดิน เช่น น้ำฝนและคนตาย และสิ่งที่ออกมาจากแผ่นดินคือพืชพันธุ์และแร่ธาตุต่าง ๆ
(2)  สิ่งที่ลงมาจากฟากฟ้าเช่น ริซกี มะลาอิกะฮ. ความเมตตาและการลงโทษ สิ่งที่ขึ้นไปสู่ฟากฟ้าคือ มะลาอิกะฮ. และการงานที่ดี พระองค์ทรงอยู่ร่วมกับพวกเจ้าและด้วยเดชานุภาพของพระองค์เหนือพวกท่าน ไม่ว่าพวกเจ้าจะอยู่ ณ แห่งหนใดไม่มีสิ่งใดจะซ่อนเร้นจากพระองค์ไปได้

5. อำนาจอันเด็ดขาดแห่งชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินนั้นเป็นสิทธิ์ของพระองค์ และการงานทั้งหลายถูกให้กลับไปยังอัลลอฮ.เท่านั้น (*1*)

(1)  ทุก ๆ สิ่งย่อมกลับไปหาอัลลอฮ. พระผู้สร้างและพระผู้จัดระบบ ทรงตัดสินชี้ขาดตามที่พระองค์ทรงประสงค์

6. พระองค์ทรงให้กลางคืนคาบเกี่ยวเข้าไปในกลางวัน และทรงให้กลางวันคาบเกี่ยวเข้าไปในกลางคืน และพระองค์เป็นผู้ทรงรอบรู้สิ่งที่อยู่ในทรวงอก (*1*)

(1)  คือทรงให้ส่วนหนึ่งของกลางคืนคาบเกี่ยวเข้าไปในกลางวันในระยะดังกล่าวคือระยะเวลาของฤดูร้อน และทรงให้กลางวันคาบเกี่ยวเข้าไปในกลางคืนคือระยะเวลาของฤดูหนาว และทรงรอบรู้สิ่งที่อยู่ในทรวงอกเช่น ความเชื่อถือ ความลับ ความตั้งใจ

7. พวกเจ้าจงศรัทธาต่ออัลลอฮ. และร่อซูลของพระองค์ และจงบริจาคในทางของอัลลอฮจากสิ่งที่พระองค์ทรงทำให้พวกเจ้าเป็นตัวแทนของมัน (*1*) ดังนั้นบรรดาผู้ศรัทธาและบรรดาผู้บริจาคในหมู่พวกเจ้านั้นสำหรับพวกเขาจะได้รับรางวัลอันใหญ่ยิ่ง (*2*)

(1)  คือจงเชื่อมั่นต่อความเป็นเอกภาพของอัลลอฮ และต่อสาสน์ของร่อซูล และจงบริจาคจากสิ่งที่อัลลอฮทรงให้พวกเจ้าเป็นตัวแทนในทรัพย์สมบัติ คือทรัพย์สมบัติที่อยู่ในครอบครองของพวกเจ้านั้น แท้จริงมันคือทรัพย์สมบัติของอัลลอฮ พระองค์ทรงให้พวกเจ้าเป็นตัวแทนในการจับจ่ายใช้สอย ดังนั้นพวกเจ้าอย่าได้หวงแหนในการบริจาคไปในทางของอัลลอฮ.
(2)  คือผู้ที่ศรัทธาต่ออัลลอฮและร่อซูลของพระองค์ และบริจาคทรัพย์สินของพวกเขาซึ่งพวกเขาเป็นตัวแทนในทรัพย์สมบัตินั้น พวกเขาจะได้รับรางวัลอันยิ่งใหญ่คือสวนสวรรค์

8. และไฉนเล่าพวกเจ้าจึงไม่ศรัทธาต่ออัลลอฮ. ทั้ง ๆ ที่ร่อซูลได้เรียกร้องพวกเจ้าให้ศรัทธาต่อพระเจ้าของพวกเจ้า และแน่นอนพระองค์ได้ทรงเอาสัญญากับพวกเจ้าแล้ว หากพวกเจ้าเป็นผู้ศรัทธา (*1*)

(1)  คือมีสิ่งใดเล่าที่ขัดขวางพวกเจ้ามิให้ศรัทธาต่ออัลลอฮ ทั้ง ๆ ที่ท่านร่อซูลได้เรียกร้องพวกเจ้าให้ศรัทธาต่อพระเจ้าพระผู้สร้างพวกเจ้าด้วยหลักฐานอันชัดแจ้ง และอัลลอฮทรงเอาสัญญากับพวกเจ้าโดยให้หลักฐานที่บ่งชี้ถึงการมีอัลลอฮฝังอยู่ในสติปัญญาของพวกเจ้าแล้ว

9. พระองค์เป็นผู้ทรงประทานบรรดาอัลอายาตอันชัดแจ้งลงมาแก่ (มุฮัมมัด) บ่าวของพระองค์ เพื่อทรงนำพวกเจ้าออกจากความมืดทั้งหลายสู่ความสว่าง และแท้จริงอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงเอ็นดู ผู้ทรงเมตตาเสมอต่อพวกเจ้า (*1*)

(1)  คืออัลลอฮฺพระเจ้าของพวกเจ้า ซึ่งร่อซูลของพระองค์ได้เรียกร้องพวกเจ้าให้ศรัทธาต่อพระองค์ พระองค์ทรงประทานอัลอายาตที่มีความหมายอันชัดแจ้งและมีหลักฐานอันแจ่มชัดคืออัลกุรอาน เพื่อให้พวกเจ้าออกจากความมืดแห่งการปฏิเสธและความโง่ไปสู่แสงสว่างแห่งการอีมาน และวิชาความรู้

10. และไฉนเล่าพวกเจ้าจึงไม่บริจาคในทางของอัลลอฮฺ ทั้ง ๆ ที่มรดกแห่งชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินนี้เป็นของอัลลอฮฺ (*1*) ในหมู่พวกเจ้านั้นมีผู้บริจาคและได้ต่อสู้ (ในทางของอัลลอฮฺ) ก่อนการพิชิต(นครมักกะฮฺ) ชนเหล่านั้นย่อมมีฐานะสูงส่งกว่าบรรดาผู้บริจาคและต่อสู้(ในทางของอัลลอฮฺ) หลังการพิชิต(นครมักกะฮฺ) (*2*) และอัลลอฮฺทรงสัญญาความดีงาม (สวนสวรรค์) แก่ทั้งสองฝ่าย (*3*) และอัลลอฮฺนั้นทรงรอบรู้อย่างละเอียดในสิ่งที่พวกเจ้ากระทำ

(1)  อิมามอัลฟัครฺกล่าวว่า ความหมายก็คือพวกเจ้าจะต้องตายและทิ้งมรดกไว้ แต่ทำไมพวกเจ้าจึงไม่บริจาคในทางของอัลลอฮฺเป็นการจงรักภักดีต่อพระองค์
(2)  คือผู้บริจาคและต่อสู้หลังจากการทำสนธิสัญญาสันติภาพที่อัลหุไดบิยะฮฺ ย่อมจะไม่ได้รับผลบุญเท่าเทียมผู้บริจาคและต่อสู้ก่อนสนธิสัญญาฯ เพราะอิสลามมีเกียรติมากขึ้นและทรัพย์สมบัติของมุสลิมีนก็ได้มีมากขึ้น
(3)  คือทั้งสองฝ่ายจะได้รับการตอบแทนด้วยสวนสวรรค์ แต่สวนสวรรค์นั้นมีระดับชั้น อัลกัลบีย์กล่าวว่า อายะฮฺนี้ถูกประทานลงมาเกี่ยวกับอะบูบักร์ เพราะท่านเป็นคนแรกที่รับนับถืออิสลาม เป็นคนแรกที่บริจาคทรัพย์สินในทางของอัลลอฮฺ และได้ต่อสู้ป้องกันท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม

11. ใครคือผู้ที่จะให้อัลลอฮฺยืม (บริจาคในทางของอัลลอฮฺ) ด้วยการยืมที่ดี แล้วพระองค์ก็จะทรงเพิ่มพูนผลบุญแก่เขา และเขาจะได้รับรางวัลอันมีเกียรติ (*1*) (สวนสวรรค์)

(1)  คือให้ยืมโดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทนนอกจากพระพักตร์ของอัลลอฮฺ ตะอาลา มีรายงานจาก อัลดุลลอฮฺ อิบนมัสอู๊ดกล่าวว่า โอ้ท่านร่อซูลุลลอฮฺ แท้จริงอัลลอฮฺทรงประสงค์การยืมจากเรากระนั้นหรือ? ท่านร่อซูลุลลอฮฺตอบว่า ใช่แล้ว โอ้อะบูอัลดะฮฺดาฮฺ เขากล่าวว่า ขอมือของท่านมาให้แก่ฉันซิ โอ้ท่านร่อซูลุลลอฮฺ แล้วเขาก็จับมือท่านร่อซูลุลลอฮฺ และกล่าวว่า โดยแน่นอนฉันได้ให้พระเจ้าของฉันขอยืมส่วนนี้ของฉัน ซึ่งมีต้นอินทผลัม 60 ต้น อุมมิดะฮฺดาฮฺ (ภรรยาของฉัน) และลูกๆ ของนางพำนักอยู่ในขณะนี้ แล้วเขาก็มาหานางและตะโกนเรียกว่า โอ้อุมมิดะฮฺดาฮฺ นางตอบว่า ลับบัยกฺ (เจ้าขา) เขากล่าวว่า ออกมาจากสวนของเรานี้ เพราะฉันได้ให้พระเจ้าของฉันยืมสวนนี้แล้ว นางกล่าวว่า การค้าของท่านประสบผลกำไรแล้วโอ้อะบูดะฮฺดาฮฺ แล้วนางก็ได้ขนย้ายข้าวของและลูก ๆ ของนางออกจากสวนนั้น ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า ทะลายอินทผลัมเป็นจำนวนมาของอะบีดะฮฺดาฮฺอยู่ในสวนสวรรค์แล้ว

12. วันที่เจ้าจะเห็นบรรดาผู้ศรัทธาชายและบรรดาผู้ศรัทธาหญิง แสงสว่างของพวกเขาจะฉายแสง ณ เบื้องหน้าของพวกเขา และ (*1*) ทางเบื้องขวาของพวกเขา (จะมีเสียงกล่าวว่า) วันนี้มีข่าวดีแก่พวกเจ้า คือสวนสวรรค์หลากหลายมีแม่น้ำหลายสายไหลผ่าน ณ เบื้องล่างของมัน โดยพำนักอยู่ในนั้นตลอดกาล นั่นคือชัยชนะ (*2*) อันยิ่งใหญ่

(1)  คือแสงสว่างของพวกเขาที่พวกเขาขวนขวายเอาไว้ด้วยการอีมานและการกระทำความดีจะฉายแสงนำหน้าพวกเขาเป็นระยะทางไกลส่องทางเดินให้แก่พวกเขาสู่สวรรค์
(2)  คือมะลาอิกะฮจะกล่าวแก่พวกเขาเช่นนั้น

13. วันที่พวกมุนาฟิกีนชาย และพวกมุนาฟิกีนหญิงจะกล่าวแก่บรรดาผู้ศรัทธาว่าจงมองมายังเราเถิด เพื่อเราจะได้รับแสงสว่างของพวกท่านด้วย (*1*) จะมีเสียงกล่าวว่า จงหันหลังกลับไปทางข้างหลังของพวกเจ้าเพื่อแสวงหาเอาเอง (ขณะนั้น) ก็จะมีกำแพงที่มีประตูบานหนึ่งมาขวางกั้นระหว่างพวกเขา ด้านในของมันนั้นมีความเมตตา และด้านนอกของมัน (ของพวกมุนาฟิกีน) มีการลงโทษ (*2*)

(1)  คือจงหันใบหน้ามามองยังเราเถิด เพื่อเราจะได้เอาแสงสว่างของพวกท่านส่องทางเดินแก่เรา
(2)  คือด้านในของกำแพงซึ่งเป็นด้านของบรรดามุอมินมีความเมตตาคือสวนสวรรค์ ส่วนด้านนอกของกำแพง ซึ่งเป็นด้านของพวกกุฟฟารมีการลงโทษคือไฟนรก

14. พวกเขา (พวกมุนาฟิกีน) จะร้องเรียกเขาทั้งหลาย (บรรดามุอฺมินีน) ว่าพวกเรามิได้เคยอยู่ร่วมกับพวกท่านดอกหรือ? เขาทั้งหลายกล่าวว่า แน่นอน แต่พวกท่านได้ทำลายตัวของพวกท่านด้วยการกลับกลอกและพวกท่านคอยสิ่งที่เกิดขึ้น (แก่บรรดามุอฺมินีน) และพวกท่านสงสัย (ในเรื่องของศาสนา) และความหวังที่เลื่อนลอยได้หลอกลวงพวกท่าน จนกระทั่งพระบัญชาของอัลลอฮฺได้มีมา และมัน (ชัยฎอน) ได้ล่อลวงพวกเจ้าเกี่ยวกับอัลลอฮฺ (*1*)

(1)  คือพวกมุนาฟิกีนได้ตะโกนร้องเรียกบรรดามุอฺมินว่า พวกเรามิเคยอยู่ร่วมกับพวกท่านในโลกดุนยาด้วยการจงรักภักดี การทำละหมาด การต่อสู้กับศัตรู และการบริจาคเหมือนกับพวกท่านกระทำดอกหรือ? บรรดามุอฺมินตอบว่า ถูกต้อง แต่พวกท่านเป็นคนสับปลับ คือซ่อนการปฏิเสธศรัทธา การจงเกลียดจงชังอิสลาม และบรรดามุสลิมไว้ในจิตใจของพวกท่านจนกระทั่งความตายได้มาถึง และชัยฎอนมารร้ายได้หลอกลวงพวกท่านว่าแท้จริงอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงอภัย พระองค์จะไม่ทรงลงโทษพวกท่านหรอก

15. ดังนั้น วันนี้การไถ่บาปจะไม่ถูกรับจากพวกเจ้า และจากบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาที่พำนักของพวกเจ้าคือไฟนรกมันเป็นสถานที่อันเหมาะสมแก่พวกเจ้า และมันเป็นทางกลับที่ชั่วร้ายยิ่ง (*1*)

(1)  ในวันกิยามะฮนั้นทรัพย์สมบัติก็ดี ลูกหลานก็ดีไม่สามารถจะนำมาเพื่อเป็นการไถ่บาปแก่พวกเจ้า ดังนั้นที่พำนักที่คู่ควรแก่พวกเจ้าก็คือ ไฟนรก เนื่องเพราะความเลวทรามแห่งจิตใจของพวกเจ้า

16. ยังไม่ถึงเวลาอีกหรือสำหรับบรรดาผู้ศรัทธาที่หัวใจของพวกเขาจะนอบน้อมต่อการรำลึกถึงอัลลอฮฺ และสิ่งซึ่งได้มีลงมาคือความจริง และพวกเขาอย่าได้เป็นเช่นบรรดาผู้ได้รับคัมภีร์มาแต่ก่อนนี้ แล้วช่วงเวลาได้เนิ่นนานเกินไปแก่พวกเขา ดังนั้นจิตใจของพวกเขาจึงแข็งกระด้าง และส่วนมากของพวกเขาจึงเป็นผู้ฝ่าฝืน (*1*)

(1)  เป็นการปรามบรรดาผู้ศรัทธาว่า ยังไม่ถึงเวลาอีกหรือที่พวกเขาจะมีหัวใจที่นอบน้อมต่อการรำลึกถึงอัลลอฮฺ สัญญาดีและสัญญาร้ายของพระองค์ และอย่าได้เป็นเช่นพวกยะฮูด พวกนะศอรอที่อัลลอฮฺทรงประทานคัมภีร์เตารอตฮฺและอินญีลให้แก่พวกเขา ครั้นเวลาได้ล่วงเลยมาเป็นเวลานานระหว่างพวกเขากับบรรดานะบีของพวกเขา ดังนั้นจิตใจของพวกเขาจึงแข็งกระด้างด้วยการวุ่นอยู่แต่ในเรื่องของโลกดุนยา พวกเขาจึงกลายเป็นผู้ฝ่าฝืน ไม่เชื่อฟังและจงรักภักดีต่ออัลลอฮฺ ปฏิเสธและไม่สนใจต่อข้อใช้ข้อห้ามทางศาสนา

17. พึงทราบเถิดว่า แท้จริงอัลลอฮนั้นทรงให้แผ่นดินมีชีวิตชีวาหลังจากการแห้งแล้งของมัน แน่นอนเราได้ทำให้สัญญาณทั้งหลายแจ่มแจ้งแก่พวกเจ้าแล้ว เพื่อพวกเจ้าจะได้ใช้สติปัญญาใคร่ครวญ (*1*)

(1)  คือทรงให้แผ่นดินมีชีวิตชีวาด้วยการประทานน้ำฝนลงมา และเช่นเดียวกันทรงทำให้จิตใจมีชีวิตชีวาด้วยการรำลึกถึงอัลลอฮ. และการตักเตือนกันจะทำให้จิตใจอ่อนไหวและยำเกรง เพื่อรำลึกถึงอัลลอฮและสัญญาดี สัญญาร้ายของพระองค์ และได้ทำให้สัญญาณต่าง ๆ เป็นแจ่มแจ้งแก่พวกเขาเพื่อเป็นการบ่งชี้ถึงเดชานุภาพของเรา ความรอบรู้ของเรา และความเมตตาของเรา โดยหวังว่าพวกเจ้าคงใช้สติปัญญาใคร่ครวญเพื่อปกป้องตัวของพวกท่านให้พ้นจากความหายนะ

18. แท้จริงบรรดาผู้บริจาคชายและบรรดาผู้บริจาคหญิง และพวกเขาได้ให้อัลลอฮยืม (บริจาคในหนทางของอัลลอฮ) ด้วยการยืมที่ดี จะมีเพิ่ม (ผลบุญ) แก่พวกเขาและสำหรับพวกเขาจะได้รับรางวัลอันมีเกียรติ (*1*)

(1)  คือบรรดาผู้บริจาคทรัพย์สมบัติของพวกเขาแก่คนยากจน โดยหวังพระพักตร์ของอัลลอฮ. และบรรดาผู้บริจาคในหนทางของอัลลอฮ. และในแนวทางที่ดีด้วยความบริสุทธิ์ใจ และให้อัลลอฮ.ขอยืมด้วยการบริจาคไปในทางญิฮาด โดยปราศจากการลำเลิก การอวดอ้าง และหวังชื่อเสียง พวกเขาเหล่านั้นอัลลอฮ. ทรงเพิ่มผลบุญเป็นร้อยเท่าพันเท่า นั่นคือสวนสวรรค์

19. และบรรดาผู้ศรัทธาต่ออัลลอฮ. และบรรดาร่อซูลของพระองค์ ชนเหล่านั้นพวกเขาเป็นผู้สัตย์จริง และเป็นผู้เสียสละชีวิต ณ ที่พระเจ้าของพวกเขา สำหรับพวกเขาจะได้รับรางวัลของพวกเขา และแสงสว่างของพวกเขา ส่วนบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาและปฏิเสธสัญญาณต่าง ๆ ของเรา ชนเหล่านั้นเป็นชาวนรก (*1*)

(1)  ชนเหล่านั้น ผู้มีลักษณะเป็นผู้มีอีมานต่ออัลลอฮ. และบรรดาร่อซูลของพระองค์ พวกเขาจะได้รับตำแหน่งอันสูงคือเป็นผู้สัตย์จริง และเป็นผู้เสียสละชีวิตในทางของอัลลอฮ. มุญาฮิดกล่าวว่า ทุกคนที่ศรัทธาต่ออัลลอฮ. และบรรดาร่อซูลของพระองค์เขาคือผู้สัตย์จริง และผู้เสียสละชีวิตในทางอัลลอฮ. (ชะฮีด) สำหรับพวกเขาเหล่านั้นจะได้รับผลบุญอันใหญ่หลวงในวันอาคิเราะฮ. และแสงสว่างก็จะส่องรัศมีมายังพวกเขาทุก ๆ ด้าน ส่วนบรรดาผู้ปฏิเสธต่อการให้เอกภาพแด่อัลลอฮ. และปฏิเสธสัญญาณต่าง ๆ ของพระองค์ พวกเขาเหล่านั้น เป็นชาวนรก และพำนักอยู่ในนั้นตลอดกาล

20. พึงทราบเถิดว่า แท้จริงการมีชีวิตอยู่ในโลกนี้มิใช่อื่นใด เว้นแต่เป็นการละเล่นและการสนุกสนานร่าเริงและเครื่องประดับและความโอ้อวดระหว่างพวกเจ้า และการแข่งขันกันสะสมในทรัพย์สินและลูกหลาน(*1*) เปรียบเสมือนเช่น น้ำฝนที่การงอกเงยพืชผลยังความพอใจให้แก่กสิกรแล้วมันก็เหี่ยวแห้งเจ้าจะเห็นมันเป็นสีเหลือง แล้วมันก็กลายเป็นเศษเป็นชิ้นแห้ง (*2*) ส่วนในวันปรโลกนั้นมีการลงโทษอย่างสาหัส และมีการอภัยโทษและความโปรดปรานจากอัลลอฮ และการมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ มิใช่อื่นใดนอกจากการแสวงหาผลประโยชน์แห่งการหลอกลวงเท่านั้น (*3*)

(1)  การมีชีวิตอยู่ในโลกดุนยานี้เปรียบเสมือนเป็นเรื่องจินตนาการมีผลประโยชน์น้อย สูญหายอย่างรวดเร็ว นี่คือข้อเท็จจริงดังนั้นการละเล่นก็ดี การสนุกสนานร่าเริงก็ดี การประกวดประชันโอ้อวดกันก็ดี และการแข่งขันกันสะสมทรัพย์สินและลูกหลานก็ดี ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่จะนำความยุ่งยาก ความเหนื่อยยากและความลำบากยากเข็ญมาสู่ตัวเขาเองได้
(2)  การกระทำดังกล่าวข้างต้นนั้นเปรียบเสมือนกสิกรหรือชาวสวนที่มองดูพืชผลของเขาหลังจากได้รับน้ำฝนแล้ว มันจะงอกเงยออกดอกออกผลนำความปลาบปลื้มมาสู่เขา หลังจากนั้นพืชผลเหล่านั้นก็จะเหี่ยวแห้งกลายเป็นสีเหลืองเป็นเศษเป็นชิ้นไปในที่สุด นี่แหละคือสภาพของโลกดุนยามีสภาพคล้ายคลึงกับพืชผลตามขั้นตอนดังกล่าว
(3)  ส่วนการตอบแทนในโลกอาคิเราะฮนั้นมีการลงโทษอย่างเจ็บปวด หรือการอภัยโทษและความโปรดปรานจากอัลลอฮสำหรับผู้กระทำความดี การดำรงชีวิตอยู่ในโลกดุนยาเพราะความไร้เกียรติของมันนั้น และความสูญสลายอย่างรวดเร็วของมันมิใช่อื่นใดเลย นอกจากเป็นการหลอกลวงแก่ผู้ที่หลงใหลกับมันเท่านั้น

[1] [ 2] [ Next]


Designed & Developed By Thai Islamic Global Net Team
Copyright (C) 2008 Alquran-Thai.Com All Rights Reserved