ซูเราะฮฺ        อายะหฺ   
         เลือกซูเราะฮฺ และ/หรืออายะหฺ ที่ต้องการ
คำ,วลี,ข้อความ   
         กรุณาป้อน คำ, วลี หรือบางส่วนของข้อความ ที่ต้องการค้นหา


58. ซูเราะฮฺ อัลมุญาดะละฮฺ (Al-Mujadila)
ความหมายโดยสรุป
ซูเราะฮ์ อัลมุญาดะละฮ์ เป็นบัญญัติ มะดะนียะฮ์ มี 22 อายะฮ์ ที่กล่าวถึงบทบัญญัติต่าง ๆ มากมาย เช่น บัญญัติเกี่ยวกับการหย่าร้าง การไถ่บาปที่ถูกกำหนดแก่ผู้หย่าภรรยาของเขา บัญญัติเกี่ยวกับการซุบซิบมรรยาทการอยู่ร่วมกันในที่ประชุมการนำสิ่งศ่อดะเกาะฮ์มาเสนอเมื่อสนทนากับท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ห้ามมิให้รักใคร่ศัตรูของอัลลอฮ์ และอื่นจากนี้ นอกจากนี้ยังได้กล่าวถึงพวกมุนาฟิกีนและพวกยะฮุดอีกด้วยซูเราะฮ์ได้เริ่มด้วยการชี้แจงถึงเรื่องการโต้แย้งของนาง “เคาวะละฮ์ บินติ ซะอ์ละบะฮ์” ซึ่งสามีของนางได้หย่าจากนาง ตามประเพณีของชาวญาฮิลียะฮ์ในการต้องห้ามภรรยาด้วยการหย่า (โดยเรียกนางเป็นแม่) นางได้มาหาท่านร่อซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ร้องเรียนความอธรรมของสามีของนางที่มีต่อนาง โดยกล่าวว่า โอ้ท่านร่อซูลุลลอฮ์ “เขาได้กินทรัพย์สมบัติของดิฉันได้ทำให้ความสาวของดิฉันร่วงโรยลง คือทำให้ท้องของดิฉันเล็กลงจนกระทั่งเมื่อดิฉันได้มีอายุมากขึ้น และในที่สุดก็มิได้มีลูกให้แก่เขา แล้วเขาก็หย่าดิฉัน (โดยเรียกดิฉันว่า เธอเสมือนกับกับแม่ของฉัน) ท่านร่อซูลุลลอฮ์ได้กล่าวกับนางว่า “ฉันไม่เห็นเธอเป็นอื่นใดนอกจากเธอได้ถูกห้ามจากาเขา” นางได้โต้แย้งท่านร่อซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม โดยกล่าวว่า โอ้ท่านร่อซูลุลลอฮ์ เขามิได้หย่าดิฉันแต่เขากล่าวกับดิฉันว่า “เธอเสมือนกับแม่ของฉัน” แล้วท่านนะบีก็ได้กล่าวกับนางเช่นเดียวกับที่ท่านได้กล่าวมาแล้ว จากนั้นนางได้รำพันขึ้นมาว่า โอ้พระเจ้าของข้าพระองค์ แท้จริงข้าพระองค์ขอร้องเรียนต่อพระองค์ท่านในเรื่องนี้ แล้วอัลลอฮ์ก็ทรงตอบรับการร้องเรียนของนาง ทรงปลดเปลื้องความหนักใจของนางและการร้องเรียนของนาง “โดยแน่นอน อัลลอฮ์ทรงได้ยินถ้อยคำของสตรีที่กำลังโต้แย้งเจ้าในเรื่องสามีของนาง และนางได้ร้องทุกข์ต่ออัลลอฮ์”ซูเราะฮ์ได้กล่าวถึงบัญญัติการไถ่บาปของการหย่าแบบสมัยญาฮิลียะฮ์ “บรรดาผู้เปรียบเทียบภรรยาของพวกเขาในหมู่พวกเจ้าว่าเสมือนแม่ของพวกเขานั้น พวกนางมิได้เป็นแม่ของพวกเขาบรรดาแม่ของพวกเขามิได้เป็นอื่นใดนอกจากพวกนางเป็นผู้ให้กำเนิดพวกเขาเท่านั้นและแท้กล่าวคำพูดที่น่าเกลียดและกล่าวเท็จ และแท้จริงอัลลอฮ์ทรงเป็นผู้ทรงอภัยโทษ ทรงยกโทษให้เสมอซูเราะฮ์ได้กล่าวถึงเรื่องการซุบซิบ ซึ่งเป็นการพูดคุยกันลับ ๆ ระหว่างสองคนหรือมากกว่านั้น ในเรื่องนี้เป็นนิสัยของพวกยะฮูดและพวกมุนาฟิกีนที่ต้องการจะทำร้ายบรรดามุมินผู้ศรัทธา ซูเราะฮ์ได้กล่าวถึงบัญญัติในเรื่องนี้และได้กล่าวเตือนบรรดามุมินผู้ศรัทธาถึงบั้นปลายของมัน “เจ้าไม่เห็นดอกหรือว่า อัลลอฮ์ ทรงรอบรู้สิ่งที่อยู่ในชั้นฟ้าทั้งหลายและสิ่งที่อยู่ในแผ่นดินการซุบซิบกันในสามคนจะไม่เกิดขึ้นเว้นแต่พระองค์จะทรงเป็นที่สี่ของพวกเขา”ซูเราะฮ์ได้กล่าวถึงพวกยะฮุดที่ถูกสาปแช่ง ซึ่งพวกเขาได้เข้ามาร่วมในที่ประชุมของท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมโดยกล่าวทักทายด้วยคำทักทานที่เป็นปริศนา โดยผิวเผินแล้วเป็นคำอวยพรและความสันติสุข แต่ซ่อนเร้นภายในไว้ด้วยการสาปแช่ง การกล่าวร้าย และหมิ่นประมาท เช่น คำกล่าวของพวกเขาที่ว่า “อัซซามุอะลัยกะยามุฮัมมัด” หมายถึงความตายจงมีแด่ท่าน “และเมื่อพวกเขามาหาเจ้าพวกเขาจะกล่าวทักทายไม่เหมือนกับที่อัลลอฮ์ทรงกล่าวทักทายด้วยคำพูดนั้น”ซูเราะฮ์ได้กล่าวถึงพวกมุนาฟิกีนอย่างละเอียดพอสมควร โดยที่พวกเขาได้คบพวกยะฮูดเป็นเพื่อนเป็นพิเศษ พวกเขารักพวกยะฮูด สนับสนุนและให้ความช่วยเหลืออีกทั้งได้ถ่ายทอดนำความลับของบรรดามุมินไปให้พวกเขาอีกด้วย ซูเราะฮ์ได้เปิดโปงพวกเขาว่า “เจ้ามิเห็นดอกหรือบรรดาผู้ที่เป็นมิตรกับชนกลุ่มหนึ่งซึ่งอัลลอฮ์ทรงกริ้วพวกเขา?”ซูเราะฮ์ได้จบลงด้วยการชี้แจงข้อเท็จจริงของการรักเพื่ออัลลอฮ์ และการเกลียดชังเพื่ออัลลอฮ์ซึ่งเป็นมูลฐานของการศรัทธาและเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวของศาสนา ดังนั้นจำเป็นต้องปฏิบัติเพื่อให้การศรัทธามีความความสมบูรณ์ด้วยการเป็นศัตรูกับผู้ที่เป็นศัตรูกับอัลลอฮ์ “เจ้าจะไม่พบหมู่ชนใดที่พวกเขาศรัทธาต่ออัลลอฮ์ และวันปรโลกรักใคร่ชอบพอผู้ที่ต่อต้านอัลลอฮ์ และร่อซูลของพระองค์ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะเป็นพ่อของพวกเขาหรือลูกหลานของพวกเขา หรือพี่น้องของพวกเขา หรือเครือญาติของพวกเขาก็ตาม ชนเหล่านั้นอัลลอฮ์ได้ทรงบันทึกการศรัทธาไว้ในจิตใจของพวกเขา”ซูเราะฮ์นี้อ่านได้ทั้งสองอย่างคือ “อัลมุญาดิละฮ์” และ “อัลมุญาดะละฮ์


1. โดยแน่นอน อัลลอฮฺทรงได้ยินถ้อยคำของสตรีที่กำลังโต้แย้งกับเจ้าในเรื่องสามีของนางและนางได้ร้องทุกข์ต่ออัลลอฮฺ และอัลลอฮฺนั้นทรงได้ยินการตอบโต้ของเจ้าทั้งสอง แท้จริงอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงรู้เห็นเสมอ (*1*)

(1)  อายะฮฺนี้ถูกประทานลงมาในเรื่องของเคาวละฮฺ บุตรี ซะอฺละบะฮฺ อัลอันศอรียะฮฺ และสามีของนางคือ อาส อิบนฺ อัศศอมิต คือนางได้มาร้องเรียนต่อท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เรื่องสามีของนางกล่าวกับนางขณะที่เกิดโทสะว่า “เธอเป็นเสมือนกับแม่ของฉัน” การกล่าวด้วยคำพูดเช่นนี้ในสมัยนั้นถือว่าเป็นการหย่า อัลลอฮฺทรงได้ยินการโต้แย้งระหว่างเจ้าทั้งสอง ดังนั้นอัลอายาตทั้ง 4 ของซูเราะฮฺ อัลมุญาดะละฮฺ จึงถูกประทานลงมา

2. บรรดาผู้เปรียบเทียบภรรยาของพวกเขาในหมู่พวกเจ้าว่าเสมือนแม่ของพวกเขานั้นพวกนางมิได้เป็นแม่ของพวกเขา บรรดาแม่ของพวกมิได้เป็นอื่นใดนอกจากเป็นผู้ให้กำเนิดพวกเขาเท่านั้น และแท้จริงพวกเขานั้นกล่าวคำพูดที่น่าเกลียดและกล่าวเท็จ และแท้จริงอัลลอฮนั้นเป็นผู้ทรงอภัยโทษทรงยกโทษให้เสมอ (*1*)

(1)  การที่พวกเขาหย่าภรรยาของพวกเขาด้วยการเรียกพวกนางเป็นแม่นั้น เป็นการกล่าวคำพูดที่น่าเกลียดและไม่ถูกต้องและเป็นการกล่าวคำเท็จ เพราะบรรดาแม่ของพวกเขาเป็นผู้ให้กำเนิดพวกเขา จะเป็นภรรยาไม่ได้

3. และบรรดาผู้เปรียบเทียบภรรยาของพวกเขาก็เสมือนแม่ของพวกเขานั้น แล้วพวกเขาจะคืนสู่ถ้อยคำที่พวกเขาได้กล่าวไว้ ดังนั้น (สิ่งที่จำเป็นแก่เขาต้องปฏิบัติคือ) การปล่อยทาสหนึ่งคนก่อนที่เขาทั้งสองจะแตะต้องต่อกัน (ร่วมหลับนอน)นั้นคือสิ่งที่พวกเจ้าถูกเตือน เอาไว้ใช้ให้ปฏิบัติและอัลลอฮทรงรอบรู้ยิ่งในสิ่งที่พวกเจ้ากระทำ (*1*)

(1)  บรรดาผู้หย่าภรรยาของพวกเขาโดยเปรียบเทียบนางเป็นแม่ของพวกเขา และต้องการคืนดีกับพวกนาง จึงจำเป็นที่พวกเขาจะต้องปฏิบัติก่อนร่วมหลับนอนด้วยกันก็คือ การปล่อยทาสหนึ่งคน นั่นคือบัญญัติของอัลลอฮที่บรรดามุอมินจะต้องยึดถือปฏิบัติ

4. ส่วนผู้ที่ไม่สามารถหา (ทาส) ได้ก็ต้องถือศีลอดสองเดือนติดต่อกัน ก่อนที่เขาทั้งสองจะแตะต้องต่อกัน(ร่วมหลับนอน) สำหรับผู้ที่ไม่สามารถจะถือศิลอดได้ ก็ต้องให้อาหารแก่คนยากจนจำนวนหกสิบคนทั้งนี้เพื่อจะให้พวกเจ้าศรัทธาต่ออัลลอฮ และร่อซูลของพระองค์ (*1*) นั่นคือขอบเขตของอัลลอฮ และสำหรับพวกปฏิเสธศรัทธานั้นจะได้รับการลงโทษอย่างเจ็บปวด (*2*)

(1)  สำหรับผู้ที่ไม่สามารถจะหาทาสมาปลดปล่อยได้ ก็จะต้องถือศีลอดเป็นเวลาติดต่อกัน 60 วันหากเขาไม่สามารถกระทำได้ ก็จำเป็นต้องให้อาหารแก่คนยากจนขัดสน 60 คน ข้อบัญญัติดังกล่าวมานั้นเพื่อให้พวกเจ้าถือปฏิบัติ และเพื่อให้พวกเจ้าศรัทธาต่ออัลลอฮ และร่อซูลของพระองค์ เพราะการอีมานคือการเชื่อมั่นทั้งคำพูดและปฏิบัติ และการเชื่อฟังภักดีต่ออัลลอฮ และร่อซูลของพระองค์คือการอีมาน ส่วนการฝ่าฝืนต่ออัลลอฮ และร่อซูลก็คือการปฏิเสธศรัทธานั่นเอง
(2)  นั่นคือข้อปฏิบัติ และขอบเขตของอัลลอฮ พวกเจ้าอย่าได้ล่วงเกินเป็นอันขาด

5. แท้จริงบรรดาผู้ต่อต้านอัลลอฮฺและร่อซูลของพระองค์ พวกเขาจะถูกทำให้อัปยศเช่นเดียวกับบรรดาก่อนหน้าพวกเขาได้ถูกทำให้อัปยศมาก่อนแล้ว (*1*) และแน่นอนเราได้ประทานอายาตทั้งหลายอันชัดแจ้ง และสำหรับพวกปฏิเสธศรัทธาจะได้รับการลงโทษอย่างน่าอดสู (*2*)

(1)  คือบรรดาผู้ที่ไม่เชื่อฟัง โต้แย้ง และเป็นศัตรูกับอัลลอฮฺ และร่อซูลของพระองค์ พวกเขาจะได้รับความอัปยศและการเหยียดหยามเช่นเดียวกับประชาชาติในสมัยก่อน ๆ ได้รับมาแล้ว
(2)  คือเราได้ประทานหลักฐานอันชัดแจ้งมาเพื่อยืนยันถึงสัจจะของร่อซูลของเราในสิ่งที่ท่านได้นำมาเผยแผ่แก่พวกเขา กระนั้นก็ดีพวกเขาก็ยังต่อต้านและเป็นศัตรูกับท่าน ดังนั้นอัลลอฮฺจึงได้ให้พวกเขาได้รับความต่ำต้อยและอัปยศในโลกดุนยา และได้รับการลงโทษอย่างน่าอดสูในโลกอาคิเราะฮฺ

6. วันที่อัลลอฮฺจะทรงให้พวกเขาทั้งหมดฟื้นคืนชีพขึ้นมา แล้วพระองค์จะทรงแจ้งให้พวกเขาทราบถึงสิ่งที่พวกเขาปฏิบัติไว้ (*1*) อัลลอฮฺทรงประเมินมันไว้อย่างครบถ้วน แต่พวกเขาลืมมัน และอัลลอฮฺทรงเป็นพยานต่อทุกสิ่งทุกอย่าง (*2*)

(1)  ในวันกิยามะฮฺจะทรงให้พวกอาชญากรทั้งหลายฟื้นคืนชีพขึ้นมาอยู่ในสถานที่เดียวกัน แล้วพระองค์จะทรงแจ้งแก่พวกเขาถึงความผิดที่พวกเขาได้กระทำไปในโลกดุนยา
(2)  คืออัลลอฮฺทรงประเมินผลในสมุดบันทึกการงานของพวกเขาในขณะที่ได้กระทำไว้ พวกเขาลืมการกระทำความผิดของพวกเขาโดยมีความเชื่อมั่นว่าจะไม่มีการสอบสวนและการตอบแทน

7. เจ้าไม่เห็นดอกหรือว่า อัลลอฮฺทรงรอบรู้สิ่งที่อยู่ในชั้นฟ้าทั้งหลาย และสิ่งที่อยู่ในแผ่นดิน การซุบซิบกันในสามคนจะไม่เกิดขั้น เว้นแต่พระองค์จะทรงเป็นที่สี่ของพวกเขาและมันจะไม่เกิดขึ้นในห้าคน เว้นแต่พระองค์ทรงเป็นที่หกของพวกเขา และมันจะไม่เกิดขึ้นน้อยกว่านั้น และจะไม่เกิดขึ้นมากกว่านั้นเว้นแต่พระองค์จะทรงอยู่ร่วมกับพวกเขา ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ในแห่งหนใด แล้วพระองค์ก็จะทรงแจ้งพวกเขาให้ทราบในวันกิยามะฮฺถึงสิ่งที่พวกเขาได้ปฏิบัติไว้ (ในโลกดุนยา) แท้จริงอัลลอฮเป็นผู้ทรงรอบรู้ทุกสิ่ง (*1*)

(1)  ความหมายของอายะฮฺนี้ก็คือ อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงอยู่ร่วมกับบ่าวของพระองค์ ทรงสอดส่องต่อสภาพและการงานของพวกเขา และสิ่งที่พวกเขากระซิบกระซาบกัน ไม่มีสิ่งใดในกิจการของปวงบ่าวที่จะซ่อนเร้นต่อพระองค์ ดังนั้นพระองค์จะทรงแจ้งแก่พวกเขาถึงสิ่งที่พวกเขาได้ปฏิบัติไปไม่ว่าจะเป็นความดีหรือความชั่ว แล้วพระองค์ก็จะทรงตอบแทนพวกเขาในวันกิยามะฮฺ

8. เจ้าไม่เห็นดอกหรือว่า บรรดาผู้ที่ถูกห้ามจากการซุบซิบกัน แล้วพวกเขาก็กลับไปกระทำในสิ่งที่พวกเขาได้ถูกห้ามเอาไว้ และพวกเขาซุบซิบนินทากันในการทำบาปและการเป็นศัตรูและการฝ่าฝืนท่านร่อซูล (*1*) และเมื่อพวกเขามาหาเจ้า พวกเขาจะกล่าวทักทายไม่เหมือนกับที่อัลลอฮฺทรงกล่าวทักทายด้วยคำพูดนั้น (*2*) และพวกเขากล่าวในหมู่พวกเขาว่าทำไมอัลลอฮฺจึงไม่ทรงลงโทษเราตามที่เราได้กล่าวทักทาย (มุฮัมมัด) นรกก็เป็นการพอเพียงแก่พวกเขาแล้ว พวกเขาก็จะถูกเผาไหม้ในนั้นมันเป็นทางกลับที่ชั่วร้ายยิ่ง (*3*)

(1)  คือพวกยะฮูด และพวกมุนาฟิกีนได้พูดจาซุบซิบระหว่างกันโดยหวังในการนี้เพื่อให้ร้ายแก่บรรดามุอฺมินที่นครอัลมะดีนะฮฺ พวกเขาได้พูดคุยระหว่างกันในสิ่งที่เป็นบาปเป็นศัตรู และฝ่าฝืนคำสั่งของท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เพราะการพูดจาของพวกเขาอยู่ในเรื่องของการวางแผนร้ายต่อบรรดามุสลิม
(2)  เมื่อพวกเขาได้มาหาเจ้า โอ้มุฮัมมัดเอ๋ย พวกเขาจะกล่าวทักทายด้วยคำว่า “ความตายจะประสบแด่พวกท่าน” แล้วท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ก็จะกล่าวแก่พวกเขาว่า “จะประสบแด่พวกท่าน”
(3)  พวกเขาจะกล่าวว่า หากมุฮัมมัดเป็นนะบีจริงแล้วอัลลอฮฺก็จะทรงลงโทษแก่พวกเราตามคำกล่าวทักทายของพวกเรา อัลลอฮฺทรงกล่าวตอบแก่พวกเขาว่า เป็นการพอเพียงแก่พวกเขาด้วยการลงโทษในนรก และพวกเขาจะถูกเผาไหม้ในนั้นตลอดกาล

9. โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย เมื่อพวกเจ้าซุบซิบต่อกัน ก็อย่าได้ซุบซิบกันด้วยการทำบาปและการเป็นศัตรู และการฝ่าฝืนท่านร่อซูลแต่จงซุบซิบกันเพื่อการทำความดี และการยำเกรง พวกเจ้าจงยำเกรงอัลลอฮ ผู้ซึ่งพวกเจ้าจะถูกรวบรวมให้กลับไปหาพระองค์ (*1*)

(1)  อัลกุรฎบีย์กล่าวว่า อัลลอฮ ตะอาลา ทรงห้ามบรรดามุอมินมิให้พูดจาซุบซิบกันในทางที่เป็นบาปและเป็นศัตรูต่อผู้อื่น และเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งของท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เช่นการกระทำของพวกยะฮูด และพวกมุนาฟิกีนและทรงใช้ให้พวกเขาพูดคุยกันด้วยความจงรักภักดีและการยำเกรง เพราะพวกเขาจะถูกรวบรวม ณ ที่พระองค์เพื่อการชำระและตอบแทนในผลงานของแต่ละคน

10. แท้จริงการซุบซิบนินทากันนั้นเป็นการงานของชัยฏอน เพื่อมันจะก่อความเสียใจให้แก่บรรดามุอฺมิน แต่มันจะไม่ให้ร้ายแต่อย่างใดแก่พวกเขา เว้นแต่ด้วยอนุมัติของอัลลอฮฺ และเฉพาะอัลลอฮฺเท่านั้นบรรดามุอฺมินต้องมอบความไว้วางใจ (*1*)

(1)  การซุบซิบที่เป็นบาปและเป็นศัตรูนั้นมาจากชัยฏอน โดยพวกเขาคิดว่าจะเป็นการให้ร้ายแก่บรรดามุอฺมิน แต่มันหาเป็นเช่นนั้นไม่เว้นแต่ด้วยพระประสงค์ของอัลลอฮฺ ดังนั้นแด่อัลลอฮฺเท่านั้นมิใช่ผู้อื่นจากพระองค์จำเป็นแก่บรรดามุอฺมินจะต้องมอบความไว้วางใจ

11. โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย เมื่อได้มีเสียงกล่าวแก่พวกเจ้าว่า จงหลีกที่ให้ในที่ชุมนุม พวกเจ้าก็จงหลีกที่ให้เขาเพราะอัลลอฮฺจะทรงให้ที่กว้างขวางแก่พวกเจ้า (*1*) (ในวันกิยามะฮฺ) และเมื่อมีเสียงกล่าวว่าจงลุกขึ้นยืนจากที่ชุมนุมนั้น พวกเจ้าก็จงลุกขึ้นยืน เพราะอัลลอฮฺจะทรงยกย่องเทอดเกียรติแก่บรรดาผู้ศรัทธาในหมู่พวกเจ้า และบรรดาผู้ได้รับความรู้หลายชั้น และอัลลอฮฺทรงรอบรู้ยิ่งในสิ่งที่พวกเจ้ากระทำ (*2*)

(1)  คือพวกเจ้าจงหลีกที่ให้กว้างในที่ชุมนุมเพื่อวิชาการหรือเพื่อการรำลึก เพราะอัลลอฮฺจะทรงให้กว้างขวางแก่พวกเจ้าในสวนสวรรค์ ในเรื่องของริซกีและในกุบูร อิมามอัลฟัครฺกล่าวว่า ในอายะฮฺที่ว่า “อัลลอฮฺจะทรงให้ที่กว้างขวางแก่พวกเจ้า” นั้นมีความหมายโดยทั่วไปในทุกสิ่งที่ถูกเรียกร้องให้มีการกว้างขวาง เช่น สถานที่ ริซกี การมีจิตใจกว้างขวาง ในกุบูร และในสวนสวรรค์ ในอายะฮฺนี้เป็นการบ่งชี้ว่า ทุกคนที่ให้ความกว้างขวางแก่ปวงบ่าวของอัลลอฮฺในเรื่องของความดีและความสุขสบายแล้วอัลลอฮฺก็จะให้ความกว้างขวางแก่เขาทั้งในดุนยาและอาคิเราะฮฺ
(2)  คืออัลลอฮฺจะทรงยกย่องให้เกียรติในตำแหน่งที่สูงหลายชั้นในสวนสวรรค์แก่บรรดาผู้ศรัทธาที่ปฏิบัติตามคำสั่งใช้ของอัลลอฮฺและร่อซูลของพระองค์ และแก่บรรดาคนรู้ในหมู่พวกเขาโดยเฉพาะ

12. โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย เมื่อพวกเจ้าจะปรึกษาหารือท่านร่อซูลเป็นการส่วนตัว (เป็นการลับ) พวกเจ้าจงบริจาคทานก่อนการปรึกษาหารือของพวกเจ้า นั่นเป็นการกระทำที่ดีสำหรับพวกเจ้าและเป็นการทำจิตใจให้ผ่องแผ้ว หากพวกเจ้าไม่สามารถหามาได้ แท้จริงอัลลอฮเป็นผู้ทรงอภัย ผู้ทรงเมตตาเสมอ (*1*)

(1)  คือเมื่อพวกเจ้าต้องการที่จะปรึกษาหารือกับท่านร่อซูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมเป็นการส่วนตัวและเป็นการลับแล้วก็จงบริจาคทานเป็นการล่วงหน้าให้แก่บรรดาคนยากจน อัลอะลูซีย์กล่าวว่าในเรื่องนี้เป็นการยกย่องให้เกียรติแก่สถานะของท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เป็นประโยชน์แก่บรรดาคนยากจน เป็นการแยกแยะให้รู้ว่าใครคือผู้บริสุทธิ์ และใครคือมุนาฟิก และระหว่างผู้ที่รักดุนยาและผู้ที่รักอาคิเราะฮ นอกจากนี้ยังเป็นการดีแก่เขาในข้อที่ว่าเขาได้ปฏิบัติตามข้อใช้ของอัลลอฮ

13. พวกเจ้ากลัวต่อการบริจาคทานก่อนหน้าการปรึกษาหารือเป็นการส่วนตัวของพวกเจ้ากระนั้นหรือ? หากพวกเจ้ามิได้กระทำเช่นนั้น อัลลอฮฺก็ได้ทรงอภัยโทษให้แก่พวกเจ้าแล้ว ดังนั้นพวกเจ้าจงดำรงไว้ซึ่งการละหมาดและบริจาคซะกาต และจงเชื่อฟังภักดีต่ออัลลอฮฺและร่อซูลของพระองค์ และอัลลอฮฺทรงรอบรู้ยิ่งในสิ่งที่พวกเจ้ากระทำ (*1*)

(1)  เป็นการปรามแก่บรรดามุอฺมินที่กลัวการบริจาค ก่อนหน้าที่จะเข้าไปปรึกษาหารือกับท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เป็นการส่วนตัว จุดมุ่งหมายก็คือพวกเจ้าอย่าได้กลัวความยากจนในการบริจาคในกรณีเช่นนี้ เพราะอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงประทานริซกีให้แก่พวกเจ้า แต่ถ้าพวกเจ้ามิได้กระทำเช่นนั้น คือมิได้บริจาค อัลลอฮฺก็จะทรงอภัยโทษให้ แต่ก็ขอให้พวกเจ้าจงรักษาการละหมาดให้ครบถ้วนถูกต้องและบริจาคซะกาตที่จำเป็นต้องบริจาค และเชื่อฟังปฏิบัติตามข้อใช้ข้อห้ามของอัลลอฮฺและร่อซูลของพระองค์

14. เจ้ามิเห็นดอกหรือบรรดาผู้ที่เป็นมิตรกับชนกลุ่มหนึ่งซึ่งอัลลอฮฺทรงกริ้วพวกเขา?พวกเขา(มุนาฟิกีน) มิได้เป็นพวกของพวกเจ้า และมิได้เป็นพวกของพวกเขา (ยะฮูด) และพวกเขาสาบานในเรื่องโกหกทั้งนั้น ทั้ง ๆ ที่พวกเรารู้ดีอยู่แล้ว (*1*)

(1)  เป็นการแปลกใจในเรื่องของพวกมุนาฟิกีน คือพวกเขาได้อ้างถึงการอีมานว่าพวกเขาเป็นผู้ศรัทธา ในเวลาเดียวกันพวกเขาได้คบพวกยะฮูดเป็นมิตร ซึ่งพวกนี้อัลลอฮทรงกริ้วต่อพวกเขา นอกจากนี้พวกมุนาฟิกีนยังได้นำเอาความลับของบรรดามุอมินไปบอกแก่พวกยะฮูดอีกด้วย บุคคลจำพวกนี้อัลลอฮตะอาลา ได้ประณามพวกเขาไว้ในซูเราะฮ อันนิซาอ อายะฮ 143 โปรดดูหนังสือความหมายอัลกุรอานภาษาไทยของเราหน้า 197

15. อัลลอฮทรงเตรียมการลงโทษอย่างสาหัสไว้ให้แก่พวกเขาแล้ว แท้จริงพวกเขานั้น สิ่งที่พวกเขากระทำไปมันชั่วช้าจริง ๆ (*1*)

(1)  เพราะเหตุการกลับกลอกของพวกเขา อัลลอฮจึงได้เตรียมการลงโทษอย่างสุดแสนสาหัสไว้สำหรับพวกเขาแล้ว คืออยู่ในนรกก้นบึ้ง

16. พวกเขาได้ยึดถือเอาการสาบานของพวกเขาเป็นโล่ห์ป้องกัน แล้วพวกเขาก็ขัดขวางผู้คนให้ออกจากทางของอัลลอฮ ดังนั้นสำหรับพวกเขาจะได้รับการลงโทษอย่างน่าอดสู (*1*)

(1)  เพราะความกลัวจะถูกฆ่า พวกเขาจึงใช้การสาบานแบบโกหกเพื่อเป็นโล่ห์ป้องกันตัวของพวกเขา นอกจากนี้พวกเขายังขัดขวางมิให้มหาชนเพื่อเข้าสู่อิสลาม ด้วยการเกลี้ยกล่อมให้เกิดความสงสัยแก่บรรดาผู้ที่จิตใจอ่อนแอ และเล่ห์เพทุบายแก่บรรดามุสลิม แน่นอนสำหรับพวกเขานั้นจะได้รับการลงโทษอย่างหนักและน่าอดสูที่สุด

17. ทรัพย์สมบัติของพวกเขา และลูกหลานของพวกเขาจะไม่ช่วยพวกเขาให้รอดพ้นจากการลงโทษของอัลลอฮไปได้แต่อย่างใดชนเหล่านั้นเป็นชาวนรก พวกเขาจะพำนักอยู่ในนั้นตลอดกาล (*1*)

(1)  ในวันอิคาเราะฮนั้นทรัพย์สมบัติที่พวกเจ้าสะสมและรวมไว้ก็ดี และลูกหลานที่พวกเขาภาคภูมิใจก็ดี สิ่งเหล่านี้จะไม่ช่วยหรือป้องกันพวกเขาให้พ้นจากการลงโทษของอัลลอฮได้

18. วันที่อัลลอฮจะทรงให้พวกเขาฟื้นคืนชีพขึ้นมาทั้งหมด แล้วพวกเขาก็จะสาบานต่อพระองค์ดังเช่นที่พวกเขาสาบานต่อพระเจ้าและพวกเขาคิดว่า แท้จริงพวกเขาอยู่บนสิ่งหนึ่งแห่งความจริงแล้ว พึงทราบเถิด แท้จริงพวกเขาเป็นผู้โกหก (*1*)

(1)  ในวันกิยามะฮ อัลลอฮ ตะอาลา จะให้พวกเขาฟื้นคืนชีพขึ้นมา ในวันนี้พวกเขาจะสาบานต่อหน้าพระองค์ว่าพวกเขาเป็นมุอมิน เสมือนกับที่พวกเขาได้เคยสาบานต่อหน้าพวกเจ้าว่า พวกเขาเป็นมุอมินโดยที่พวกเขาคาดคิดว่า การสาบานของพวกเขาในวันอาคิเราะฮจะช่วยให้พวกเขาได้รอดพ้นจากการถูกฆ่ามาแล้วในโลกดุนยา

19. ชัยฎอนมารร้ายได้เข้าไปครอบงำพวกเขาเสียแล้ว มันจึงทำให้พวกเขาลืมการรำลึกถึงอัลลอฮ ชนเหล่านั้นคือบรรดาพรรคพวกของชัยฏอน พึงทราบเถิดว่า แท้จริงพรรคพวกของชัยฏอนนั้น พวกเขาเป็นผู้ขาดทุน(*1*)

(1)  พวกเขาเหล่านั้นชัยฏอนได้เข้าไปครอบคลุมจิตใจของพวกเขา จึงทำให้พวกเขาลืมรำลึกถึงอัลลอฮพระเจ้าของพวกเขา ดังนั้นพวกเขาจึงเป็นลูกน้องของชัยฏอน และพวกที่เป็นลูกน้องและพลพรรคของชัยฏอน แน่นอนพวกเขาจะอยู่สภาพขาดทุน และหลงทาง

20. แท้จริงบรรดาผู้ฝ่าฝืนอัลลอฮฺ และร่อซูลของพระองค์ ชนเหล่านั้นอยู่ในหมู่ผู้อัปยศอดสู (*1*)

(1)  แน่นอนบรรดาผู้ที่ต่อต้านอัลลอฮฺและร่อซูลของพระองค์ และฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามข้อบัญญัติข้อใช้และข้อห้ามของอัลลอฮฺและร่อซูลของพระองค์ พวกเขาจะได้รับความอัปยศอย่างน่าอดสู และห่างไกลจากความเมตตาของอัลลอฮฺ

[1] [ 2] [ Next]


Designed & Developed By Thai Islamic Global Net Team
Copyright (C) 2008 Alquran-Thai.Com All Rights Reserved