ซูเราะฮฺ        อายะหฺ   
         เลือกซูเราะฮฺ และ/หรืออายะหฺ ที่ต้องการ
คำ,วลี,ข้อความ   
         กรุณาป้อน คำ, วลี หรือบางส่วนของข้อความ ที่ต้องการค้นหา


59. ซูเราะฮฺ อัลหัซรฺ (Al-Hashr)


1. สิ่งที่อยู่ในชั้นฟ้าทั้งหลายและสิ่งที่อยู่ในแผ่นดินต่างแซ่ซ้องสดุดีแด่อัลลอฮ.และพระองค์เป็นผู้ทรงอำนาจผู้ทรงปรีชาญาณ(*1*)

(1)  ทุกสิ่งที่อยู่ในชั้นฟ้าทั้งหลายแผ่นดินเช่นมะลาอิกะฮ.มนุษย์ญินสัตว์ต้นไม้ตลอดจนสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิตชนิดอื่นๆต่างก็แซ่ซ้องสดุดีแด่อัลลอฮ.ให้ความบริสุทธิ์ให้เกียรติให้ความยิ่งใหญ่แด่พระองค์เพราะพระองค์เป็นผู้ทรงอำนาจทรงปรีชาญาณ

2. พระองค์เป็นผู้ทรงให้บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาในหมู่พวกอะฮฺลุลกิตาบออกจากบ้านเรือนของพวกเขา เป็นครั้งแรกของการถูกไล่ออกเป็นกลุ่มๆ พวกเจ้ามิได้คาดคิดกันเลยว่าพวกเขาจะออกไป (ในสภาพเช่นนั้น) (*1*) และพวกเขาคิดว่าแท้จริงป้อมปราการของพวกเขานั้นจะป้องกันพวกเขาให้รอดพ้นจากการลงโทษของอัลลอฮฺได้แต่การลงโทษของอัลลอฮฺได้มีมายังพวกเขาโดยมิได้คาดคิดมาก่อนเลย (*2*) และพระองค์ทรงทำให้ความหวาดกลัวเกิดขึ้นในจิตใจของพวกเขา โดยพวกเขาได้ทำลายบ้านเรือนของพวกเขาด้วยน้ำมือของพวกเขาเอง และด้วยน้ำมือของบรรดามุอฺมิน จงยึดถือเป็นบทเรียนเถิด โอ้ผู้มีสติปัญญาทั้งหลายเอ๋ย (*3*)

(1)  พระองค์ได้ทรงให้พวกยะฮูดบะนีอันนะฎีรออกจากบ้านเกิดเมืองนอนของพวกเขา คือนครยัษริบ หรือนครอัลมะดีนะฮฺ เป็นครั้งแรกที่พวกเขาถูกขับไล่ออกมาเป็นกลุ่มๆ ไปยังประเทศชาม พวกเจ้าบรรดามุอฺมินได้คาดคิดกันมาก่อนเลยว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นขึ้น คือการที่พวกเขาถูกขับไล่ออกไปในสภาพที่ต่ำต้อยและไร้เกียรติ ทั้งนี้เพราะพวกเขาเคยมีเกียรติเข้มแข็งมีทรัพย์สินเงินทองเรือกสวนไร่นา
(2)  พวกเขาคิดกันว่าป้อมปราการเหล่านั้นจะปกป้องพวกเขาให้พ้นจากสิ่งที่อัลลอฮฺกำหนดไว้แก่พวกเขาได้ คือการถูกไล่ออกจากนครอัลมะดีนะฮฺ และนี่คือการลงโทษของอัลลอฮฺซึ่งได้เกิดขึ้นแก่พวกเขาโดยที่มิได้คาดคิดมาก่อนเลย
(3)  อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงทำให้จิตใจของนะบีอัลนะฎีรเกิดความกลัวและตกอกตกใจ จนกระทั่งพวกเขายอมจำนนต่อข้อตัดสินของท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม แล้วพวกเขาก็พากันทำลายบ้านเรือนและป้อมปราการของพวกเขา ดังนั้นเหตุการณ์ครั้งนี้นับได้ว่าเป็นบทเรียนที่ไม่มีใครคาดฝันว่าจะเกิดขึ้นได้หากมิใช่เดชานุภาพของพระองค์ คือการทำให้พวกเขาเกิดความหวาดกลัวขึ้นในจิตใจ

3. และหากมิใช่เพราะอัลลอฮฺได้ทรงกำหนดการเนรเทศแก่พวกเขาแล้ว แน่นอนพระองค์จะทรงลงโทษพวกเขาในโลกนี้ และสำหรับพวกเขาในปรโลกนั้นก็คือการลงโทษด้วยนรก

4. ทั้งนี้ก็เพราะว่าพวกเขาต่อต้านอัลลอฮฺและร่อซูลของพระองค์ และผู้ใดต่อต้านอัลลอฮฺ แท้จริงอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงเข้มงวดในการลงโทษ (*1*)

(1)  อันเนื่องมาจากการที่อัลลอฮฺทรงกำหนดการเนรเทศไว้สำหรับพวกเขาแล้ว ดังนั้นการลงโทษโดยฉับพลันในโลกดุนยาจึงยังมิได้เกิดขึ้นแก่พวกเขา การลงโทษนั้นก็คือการถูกสังหารด้วยคมดาบเสมือนกับที่พี่น้องของพวกเขา คือชาวบะนีกุรอยเซาะฮฺได้รับการลงโทษหลังจากพวกเขา ส่วนในปรโลกนั้นพวกเขาจะได้รับการลงโทษคือนรกเป็นที่พำนักของพวกเขา ทั้งนี้ก็เพราะว่าพวกเขาต่อต้านและเป็นศัตรูกับอัลลอฮฺและร่อซูลของพระองค์ นอกจากนี้ยังได้ก่ออาชญากรรมและผิดสัญญาข้อตกลงกับท่านร่อซูลอีกด้วย

5. การที่พวกเจ้าโค่นต้นอินทผาลัมหรือปล่อยให้มันยืนไว้บนรากของมันนั้น เนื่องด้วยอนุมัติของอัลลอฮฺ และเพื่อพระองค์จะทำให้บรรดาผู้ฝ่าฝืนได้รับอัปยศ(*1*)

(1)  โอ้บรรดามุอฺมินเอ๋ย การที่พวกเจ้าตัดต้นอินทผาลัมหรือปล่อยมันทิ้งไว้ก็ด้วยพระบัญชาของอัลลอฮฺ และความประสงค์ของพระองค์ เพื่อทำให้พวกยะฮูดโกรธแค้นและต่ำต้อย

6. และสิ่งใดที่อัลลอฮฺทรงให้ร่อซูลของพระองค์ยึดมาได้จากพวกเขา(พวกยะฮูด) พวกเจ้ามิได้เหน็ดเหนื่อยด้วยการขี่ม้าหรือขี่อูฐออกไป แต่อัลลอฮฺทรงให้บรรดาร่อซูลของพระองค์มีอำนาจเหนือผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงอานุภาพเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง (*1*)

(1)  การที่อัลลอฮฺทรงให้ทรัพย์สินของพวกยะฮูดชาวนะบีอันนะฎีรกลับคืนมาสู่ท่านร่อซูลของพระองค์ เพราะว่าพวกเขาได้มีสัญญาไว้กับท่านร่อซูลว่า หากพวกเขาผิดสัญญาทรัพย์สินทั้งหมดของพวกเขาจะตกเป็นของท่านร่อซูล ต่อมาพวกเขาได้วางแผนที่จะฆ่าท่านร่อซูลและแผนร้ายของเขาเกือบจะสำเร็จ หากแต่อัลลอฮฺทรงเปิดเผยเสียก่อน ดังนั้นทรัพย์สินที่ได้มาครั้งนี้จึงมิได้เหน็ดเหนื่อยหรือได้รับความลำบากแต่ประการใด อัลลอฮฺจึงมอบให้เป็นสิทธิของท่านร่อซูลแต่ผู้เดียวที่จะแจกจ่ายไปตามความประสงค์ของท่าน

7. และสิ่งใดที่อัลลอฮฺทรงให้ร่อซูลของพระองค์ยึดมาได้จากชาวเมือง(พวกกุฟฟาร)เป็นสิทธิของอัลลอฮฺและร่อซูลและญาติสนิทและเด็กกำพร้าและผู้ขัดสนและผู้เดินทาง เพื่อมันจะมิได้หมุนเวียนอยู่ในระหว่างผู้มั่งมีของพวกเจ้าเท่านั้น และอันใดที่ท่านได้ห้ามพวกเจ้าก็จงละเว้นเสีย พวกเจ้าจงยำเกรงอัลลอฮฺเถิด แท้จริงอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงเข้มงวดในการลงโทษ (*1*)

(1)  และนี่คือข้อบัญญัติเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ยึดมาได้โดยมิได้มีการเสียเลือดเนื้อ แต่ด้วยการทำสัญญาสงบศึกทรัพย์สินเหล่านี้เป็นสิทธิของอัลลอฮฺและร่อซูลที่จะแจกจ่ายไปตามบุคคลที่เห็นสมควร อัลกุรฎบีย์กล่าวว่า ที่กระทำเช่นนั้นเพื่อมิให้บรรดาหัวหน้าและคนมั่งมีแบ่งสรรปันส่วนในระหว่างพวกเขาโดยมิได้คำนึงคนยากจนและคนที่อ่อนแอ นักตัฟซีรกล่าวว่า ถึงแม้ว่าอัลอายุฮฺถูกประทานลงมาเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ยึดมาได้หรือทรัพย์สินเชลยแต่มีบัญญัติคลุมโดยทั่วไปในทุกๆ สิ่งที่ท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม มีคำสั่งใช้และห้าม

8. (สิ่งที่ยึดมาได้จากพวกยะฮูด) เป็นของบรรดาผู้อพยพที่ขัดสนซึ่งถูกขับไล่ออกบ้านเกิดเมืองนอนของพวกเขา และทอดทิ้งทรัพย์สินของพวกเขาเพื่อแสวงหาความโปรดปรานจากอัลลอฮฺ และความยินดีของพระองค์และช่วยเหลืออัลลอฮฺ และร่อซูลของพระองค์ ชนเหล่านั้นพวกเขาคือผู้สัตย์จริง(*1*)

(1)  อายะฮฺนี้มีความสัมพันธ์กับอายะฮฺก่อน ที่เกี่ยวกับทรัพย์สินที่ยึดมาได้ กล่าวคือทรัพย์สินที่ยึดมาได้จากการทำสงครามนั้นเป็นสิทธิของบรรดาผู้อพยพที่ยากจนมาจากนครมักกะฮฺ ซึ่งพวกกุฟฟารมักกะฮฺขับไล่พวกเขาให้อพยพจากบ้านเกิดเมืองนอนทอดทิ้งบ้านเรือนและทรัพย์สมบัติโดยแสวงหาความโปรดปรานจากอัลลอฮฺ และมุ่งหวังเพื่อเชิดชูคำกล่าวของอัลลอฮฺ และสนับสนุนศาสนาของพระองค์

9. และบรรดาผู้ที่ได้ตั้งหลักแหล่งอยู่ที่นครมะดีนะฮ.(ชาวอันศอร)และพวกเขาศรัทธาก่อนหน้าการอพยพของพวกเขา(ชาวมุฮาญิรีน)พวกเขารักใคร่ผู้ที่อพยพมายังพวกเขาและจะไม่พบความต้องการหรือความอิจฉาอยู่ในทรวงอกของพวกเขาในสิ่งที่ได้ถูกประทานให้และให้สิทธิผู้อื่นก่อนตัวของพวกเขาเองถึงแม้ว่าพวกเขายังมีความต้องการอยู่มากก็ตามและผู้ใดปกป้องการตระหนี่ที่อยู่ในตัวของเขาชนเหล่านั้นพวกเขาเป็นผู้ประสบความสำเร็จ(*1*)

(1)  และบรรดาชาวอันศอรที่ศรัทธาก่อนหน้าการอพยพของพวกมุฮาญิรีนไปยังนครอัลมะดีนะฮ.พวกเขารักใคร่พี่น้องชาวมุฮาญิรีนและปลอบใจพวกเขาด้วยการให้ทรัพย์สมบัติและที่พักชาวอันศอรเหล่านั้นมิได้มีความโกรธหรืออิจฉาในสิ่งที่ได้แบ่งสรรให้ชาวมุฮาญิรีนเลยพวกเขาพอใจที่จะให้สิทธิแก่ผู้อื่นก่อนตัวของพวกเขาเองถึงแม้ว่าพวกเขามีความต้องการและยังยากจนอยู่ก็ตามอันนี้นับได้ว่าเป็นการเสียสละอย่างสูงอัลลอฮ.ตะอาลาจึงกล่าวชมเชยอันศอรไว้ณที่นี้

10. และบรรดาผู้ที่มาหลังจากพวกเขาโดยพวกเขากล่าวว่า ข้าแต่พระเจ้าของเราทรงโปรดอภัยให้แก่เราและพี่น้องของเราผู้ซึ่งได้ศรัทธาก่อนหน้าเรา และขอพระองค์อย่าได้มีการเคียดแค้นเกิดขึ้นในหัวใจของเราต่อบรรดาผู้ศรัทธา ข้าแต่พระเจ้าของเราแท้จริงพระองค์ท่านเป็นผู้ทรงเอ็นดู ผู้ทรงเมตตาเสมอ (*1*)

(1)  นี่คือลักษณะของบรรดามุอฺมินอีกประเภทหนึ่งที่สมควรแก่การยกย่อง คือบรรดาผู้ที่ติดตามมาภายหลังพวกเขาได้กล่าววิงวอนต่ออัลลอฮฺให้แก่พี่น้องของพวกเขาที่ได้ศรัทธาก่อนพวกเขา และอย่าให้เกิดการเคียดแค้นขึ้นในจิตใจของเราแก่ผู้หนึ่งผู้ใดในหมู่ผู้ศรัทธา ขอพระองค์ทรงตอบรับการวิงวอนของเราด้วยเทอญ เพราะพระองค์เป็นผู้ทรงเอ็นดู ผู้ทรงเมตตาต่อปวงบ่าวเสมอ

11. เจ้ามิเห็นดอกหรือว่าบรรดาผู้กลับกลอกกล่าวแก่พี่น้องของพวกเขาที่ปฏิเสธศรัทธาในหมู่อะฮฺลุลกิตาบว่า หากพวกท่านถูกไล่ออกแน่นอนเราก็จะออกไปพร้อมกับพวกท่านด้วย และเราจะไม่เชื่อฟังปฏิบัติตามผู้ใดเป็นอันขาดเกี่ยวกับพวกท่าน และหากพวกท่านถูกโจมตีแน่นอนเราจะช่วยเหลือพวกท่าน และอัลลอฮฺทรงเป็นพยานว่า แท้จริงพวกเขาเป็นผู้กล่าวเท็จ (*1*)

(1)  เป็นการแสดงความประหลาดแก่สภาพของพวกมุนาฟิกีน คือพวกเขาได้กล่าวกับพวกยะฮูดบะนีกุร็อยเซาะฮฺ และบะนีอันนะฎีร ซึ่งได้ปฎิเสธศรัทธาต่อสาสน์ของมุฮัมมัดว่า หากพวกท่านถูกไล่ออกจากนครอัลมะดีนะฮฺ พวกเราก็จะออกไปกับพวกท่านด้วย พวกเราจะไม่เชื่อฟังคำสั่งของมุฮัมมัดในการสู้รบกับพวกท่าน และหากผู้ใดเข้าไปโจมตีพวกท่านเราก็จะช่วยเหลือและอยู่ข้างเคียงพวกท่านเพื่อต่อสู้กับศัตรูของพวกท่าน และอัลลอฮฺทรงเป็นพยานว่า พวกมุนาฟิกีนนั้นเป็นผู้กล่าวเท็จในสิ่งที่พวกเขาได้กล่าวและให้สัญญากับพวกเขา

12. หากพวกเขาถูกขับไล่ออกไปบรรดาผู้กลับกลอกเหล่านั้นก็จะไม่ออกไปพร้อมกับพวกเขาและถ้าพวกเขาถูกโจมตีบรรดาผู้กลับกลอกก็จะไม่ช่วยเหลือพวกเขา(ยะฮูดบะนีนะฎีร)และหากบรรดาผู้กลับกลอกช่วยเหลือพวกเขาแน่นอนบรรดาผู้กลับกลอกก็จะผินหลังหนีออกไปพวกเขาก็จะไม่ได้รับความช่วยเหลือ(*1*)

(1)  หากพวกยะฮูดถูกขับไล่ออกไปพวกมุนาฟิกีนก็จะไม่ออกไปพร้อมกับพวกเขาและหากพวกยะฮูดถูกโจมตีพวกเขาก็จะไม่ช่วยเหลือและไม่ร่วมต่อต้านกับพวกเขาเป็นอันขาดในกรณีสมมติหากพวกมุนาฟิกีนช่วยเหลือในการต่อต้านพวกเขาก็จะพ่ายแพ้และผินหลังหนีออกไปดังนั้นพวกยะฮูดก็จะไม่ได้รับความช่วยเหลือแต่อย่างใด

13. แน่นอนพวกเจ้านั้นเป็นที่หวาดเกรงในทรวงอกของพวกเขายิ่งกว่าที่พวกเขามีต่ออัลลอฮฺ ทั้งนี้ก็เพราะว่าพวกเขาเป็นหมู่ชนที่ไม่เข้าใจ (*1*)

(1)  คือพวกเจ้าบรรดามุสลิมนั้นเป็นที่เกรงขามและหวาดกลัวของพวกเขาที่มีต่อพวกเจ้านั้นก็เพราะว่าพวกเขาไม่รู้ถึงความยิ่งใหญ่ของอัลลอฮฺ

14. พวกเขาทั้งหมดจะไม่ต่อสู้กับพวกเจ้าเว้นแต่ในเมืองที่มีป้อมปราการหรือจากเบื้องหลังของกำแพง การเป็นศัตรูระหว่างพวกเขากันเองนั้นรุนแรงยิ่งนัก เจ้าเข้าใจว่าพวกเขารวมกันเป็นปึกแผ่นแต่(ความจริงแล้ว)จิตใจของพวกเขาแตกแยกกัน ทั้งนี้ก็เพราะว่าพวกเขาเป็นหมู่ชนที่ไม่ใช้สติปัญญาใคร่ครวญ (*1*)

(1)  พวกยะฮูดเหล่านั้นไม่สามารถที่จะต่อสู้กับพวกเจ้าได้ เว้นแต่เมื่อพวกเขาอยู่ในเมืองที่มีป้อมปราการล้อมรอบด้วยกำแพงและสนามเพลาะ ทั้งนี้เพื่อเป็นด่านป้องกันพวกเขา เนื่องจากความหวาดกลัวของพวกเขานั่นเอง ระหว่างพวกเขาด้วยกันเองนั้นมีความคิดเห็นและผลประโยชน์ขัดแย้งกันอยู่เสมอ เจ้าคิดว่าพวกเขาเป็นอันหนึ่งอันเดียวแต่ความจริงแล้วพวกเขาแตกแยกกันอยู่เสมอ การแตกแยกของพวกเขานั้นก็เพราะว่าพวกเขาไม่มีสติปัญญาที่จะใคร่ครวญบัญญัติของอัลลอฮฺ

15. (สภาพของพวกเขา)ประหนึ่งอุปมาสภาพของบรรดา(พวกยิว)ก่อนหน้าพวกเขาเพียงเล็กน้อยซึ่งพวกเขาได้ลิ้มรสผลร้ายแห่งการงานของพวกเขาและการลงโทษอันเจ็บปวดจะได้แก่พวกเขา(*1*)

(1)  ประหนึ่งพวกยะฮูดในการไม่ยอมศรัทธาและต่อสู้ท่านร่อซูลศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมเช่นเดียวกับพี่น้องของพวกเขาบะนีก็อยนะกออและพวกมุชริกีนในสงครามบัตรพวกเขาได้ลิ้มรสบั้นปลายของการปฏิเสธศรัทธาและการทำสงครามของพวกเขาต่อท่านร่อซูลซึ่งพวกเขาได้รับการการลงโทษอย่างเจ็บปวดในโลกอาคิเราะฮ

16. ประหนึ่งเช่นชัยฎอนเมื่อมันกล่าวแก่มนุษย์ว่าจงปฎิเสธศรัทธาเถิด ครั้นเมื่อเขาได้ปฎิเสธศรัทธาแล้วมันจะกล่าวว่า แท้จริงฉันขอปลีกตัวออกจากท่าน แท้จริงฉันกลัวอัลลอฮฺ พระเจ้าแห่งสากลโลก (*1*)

(1)  สภาพของพวกยะฮูดดังกล่าวเช่นกันเปรียบเสมือนการเชื่อฟังและยอมจำนนของพวกเขาต่อพวกมุนาฟิกีน เช่นเดียวกับที่ชัยฏอนได้เสี้ยมสอนมนุษย์ให้ปฏิเสธศรัทธา เมื่อมนุษย์ได้เชื่อฟังมันแล้ว มันก็ขอปลีกตัวจากการกระทำของมันและว่าฉันกลัวอัลลอฮฺพระเจ้าแห่งสากลโลก

17. ดังนั้นบั้นปลายของพวกเขาทั้งสองคือพวกเขาทั้งสองจะอยู่ในนรกเป็นผู้พำนักอยู่ในนั้นตลอดกาล และนั่นคือการตอบแทนของบรรดาผู้อธรรม(*1*)

(1)  บั้นปลายของมนุษย์และชัยฎอนคือการอยู่ในนรกตลอดกาลเป็นการตอบแทนแก่พวกมุชริกีน และบรรดาผู้ฝ่าฝืนไม่ยอมเชื่อฟังและภักดีต่ออัลลอฮฺ

18. โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ยพวกเจ้าจงยำเกรงอัลลอฮฺเถิด และทุกชีวิตจงพิจารณาดูว่าอะไรบ้างที่ตนได้เตรียมไว้สำหรับพรุ่งนี้ (วันกิยามะฮฺ) และจงยำเกรงอัลลอฮฺเถิด แท้จริงอัลลอฮฺนั้นทรงรู้ดียิ่งในสิ่งที่พวกเจ้ากระทำ (*1*)

(1)  เมื่อได้กล่าวถึงสภาพของพวกยะฮูดและพวกมุนาฟิกีนแล้ว พระองค์ทรงสั่งสอนบรรดามุอฺมินด้วยการสั่งสอนที่ดีมิให้เป็นเยี่ยงอย่างมนุษย์จำพวกดังกล่าวมาแล้ว คือให้บรรดามุอฺมินจงมีความยำเกรงอัลลอฮฺ และระวังการลงโทษของพระองค์ และว่าทุกคนจงพิจารณาตัวเองว่าได้เตรียมผลงานที่ดีอะไรไว้บ้างสำหรับวันกิยามะฮฺ การกล่าวย้ำถึงการตักวาอีกครั้งหนึ่งในอายะฮฺเดียวกันแสดงถึงตำแหน่งและความสำคัญของการตักวา

19. และพวกเจ้าอย่าได้เป็นเช่นบรรดาผู้ที่ลืมอัลลอฮมิฉะนั้นอัลลอฮจะทรงทำให้พวกเขาลืมตัวของพวกเขาเองชนเหล่านั้นพวกเขาเป็นผู้ฝ่าฝืน(*1*)

(1)  พวกเจ้าโอ้บรรดามุอมินเอ๋ยอย่าได้เป็นเช่นบรรดาผู้ที่ลืมอัลลอฮคือไม่ยอมเชื่อฟังจงรักภักดีต่อพระองค์แล้วพระองค์จะลงโทษพวกเจ้าด้วยการให้ลืมตัวเองโดยไม่กระทำความดีเลย

20. บรรดาชาวนรกกับบรรดาชาวสวนสวรรค์นั้นไม่เหมือนกันดอก บรรดาชาวสวนสวรรค์พวกเขาเป็นผู้ได้รับความสำเร็จ (*1*)

(1)  คือชาวนรกอยู่ในนรกขั้นต่ำสุด ส่วนชาวสวรรค์อยู่ในสวรรค์ชั้นสูงสุด จะเท่าเทียมกันได้อย่างไร ชาวสวรรค์เป็นผู้ประสบชัยชนะ ส่วนชาวนรกนั้นเป็นผู้ขาดทุน

[1] [ 2] [ Next]


Designed & Developed By Thai Islamic Global Net Team
Copyright (C) 2008 Alquran-Thai.Com All Rights Reserved